วิจารณ์ West Side Story
เมื่อวันที่อาทิตย์ที่ผ่านมา (12 ธ.ค. 2564) ผมได้ไปชม West Side Story ที่เซ็นทรัลเวิลด์มีคนมาชมไม่มากเท่าไหร่คงอาจจะเป็นภาพยนตร์เฉพาะทางกระมั่ง แต่การกำกับของสตีเวน สปีลเบิร์กไม่น่าผิดหวังเลยได้ตามมาตรฐานของเขา ก่อนอื่นขอยอมรับว่าไม่เคยดูการแสดงสุดเลี่องชื่อนี้ในรูปแบบไหนเลย นอกเหนือจากการแสดงบนเวทีโดยวงออร์เคสตราเท่านั้น ผมจึงไม่สามารถเปรียบเทียบและวิจารณ์ตัวภาพยนตร์ได้เต็มปากนัก และผมคิดว่าในบทวิจารณ์ภาพยนตร์น่าจะมีหลายคนโพสกันในออนไลน์กันมากมายพออยู่แล้ว แต่ผมอยากจะวิจารณ์ส่วนประกอบสำคัญของผลงานที่เป็นตัวแทนของภาพยนตร์เรื่องนี้นั่นคือเพลงประกอบที่ประพันธ์โดยเลนนาร์ด เบิร์นสไตน์…
โดย West Side Story ไม่ใช่เพียงแค่ละครบรอดเวย์ที่มีชื่อเสียงแต่หากว่านี้เป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดชิ้นหนึ่งในวัฒนธรรมอเมริกันร่วมสมัย เรื่องนี้แทบจะเป็นบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของอเมริกาในอดีต ปัจจุปันไปถึงอนาคต ปัญหาสำคัญในสังคมอเมริกัน(ที่ยากต่อการแก้ไข)ถูกอธิบายไว้ในนี้อย่างสนุกสนาน(และคงไม่เหมาะสำหรับเด็กเท่าไหร่นัก) มีหลายบทเพลงมีรากฐานไปต่อยอดสู่แนวดนตรีอื่นๆที่มีจังหวะช้าๆได้ เช่น แจ๊ส คลาสสิค ป็อป ริทึมแอนด์บลูส์ เร้กเก้ เป็นต้น ในความเห็นของผม West Side Story เป็นผลงานสื่อบันเทิงที่ทุกคนในชาติมองว่ายังคงร่วมสมัยไม่เสื่อมคลาย ในปัจจุบันยังมีแสดงและบรรเลงเพลงเหล่านี้อยู่เนืองๆ หากเปรียบเปรยผลงานนี้ในสังคมไทยก็เหมือนกับการร้องเพลงเดอะมิวสิคัล(หรือเพลงพูด)ในบ้านทรายทองหรือว่าผู้กองยอดรักก็ว่าได้ ในช่วงที่ภาพยนตร์เรื่องนี้กำลังถ่ายทำอยู่เป็นช่วงที่ฉลองวาระ 100 ปีชาตกาลของคีตกวีผู้เป็นวาทยากรที่สำคัญที่สุดของอเมริกันชน คงน่าจะดีไม่น้อยที่ฉายเมื่อปีที่แล้วก่อนที่จะเลื่อนมาฉายในปีนี้แทน ในโอกาสครบ 60 ปีของการฉายภาพยนตร์ผลงานนี้แรกสุด โดยเรื่องเวอร์ชั่นนี้จะใช้เวอร์ชั่นบทละครบรอดเวย์ปี 1957 เป็นหลักแต่มีการดัดแปลงบทและตัวละครพอสมควร อาจจะไม่ใช่การสปอยนัก (แต่เรื่องนี้มีรากฐานจากบนละครโรมิโอและจูเลียต เนื้อเรื่องทั้งหมดคุณอาจจะคาดเดาได้ไม่ยาก) แต่ในช่วงต้นมีอธิบายการรื้อถอนสลัมที่เป็นฉากหลักของเรื่องเพื่อสร้างศูนย์วัฒนธรรมประจำเมืองนิวยอร์ก ซึ้งรวมไปถึงหอแสดงดนตรีของวงนิวยอร์กฟิลฮาร์มอนิกด้วยเป็น Easter Egg ที่ใส่ไว้ได้ให้คอเพลงคลาสสิคได้รู้สึกดีนิดหน่อย
ถึงแม้ว่าหลายสื่อวิเคราะห์และวิจารณ์ตัวภาพยนตร์ไปไม่น้อย แต่นี่จะเป็นความคิดเห็นของผมที่มีต่องานบันทึกเสียงเพื่อประกอบภาพยนตร์เรื่อง West Side Story ครับ
แม้ว่าเพลงและดนตรีประกอบเกือบทั้งหมดจะแต่งโดยเลนนาร์ด เบิร์นสไตน์ เนื้อร้องแต่งโดยสตีเฟน ซอนเธมผู้ล่วงลับไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่ว่ามีการปรับบท แก้ไข และเรียบเรียงเพิ่มเติมโดยเดวิด นิวแมน ที่มีผลงานดังจาก Anastasia รวมถึงเพลงประกอบภาพยนตร์สำหรับครอบครัวเรื่องอื่นๆ โดยนำองค์ประกอบที่เคยใช่ในภาพยนตร์ก่อนหน้านั้นโดย จอห์นนี กรีน และมีจอห์น วิลเลียมส์ ผู้โด่งดังจากสตาร์วอร์สมาเป็นที่ปรึกษาด้วย ในขณะที่เพลงสำคัญๆที่คุณอาจจะเคยได้ยินจากผลงานนี้มาครบครั่น ทั้งเพลงร้องหลัก หรือออร์เคสตราลสวีตเรียกว่ามาแบบจัดเต็มไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ถ้าหากคุณเคยฟังในละครบรอรเวย์มาก่อนแล้ว อาจจะมีบางส่วนของเพลงถูกตัดทอนไปเพื่อกระชับของภาพยนตร์ และเปลี่ยนบางตัวละครที่ร้องบางเพลงเนื่องจากเปลี่ยนบท บทเพลงที่เบิร์นสไตน์แต่งทั้งหมดเรียกว่ามีคาแรคเตอร์ที่สมบูรณ์อยู่แล้วแต่เมื่อใช้ตามวัตถุประสงค์เดิมคือประกอบการแสดง ยิ่งทำให้บทเพลงเหล่านี้เป็นที่จดจำมากกว่าเดิม
ในผลงานการบันทึกนี้กำกับโดยวาทยากรกุสตาโบ ดูดาเมล ชาวเวเนซุเอลากำกับวงนิวยอร์กฟิลฮาร์มอนิก โดยที่มีอัดเสียงเพิ่มเติมจากวงลอสแองเจลิสฟิลฮาร์โมนิกอีกด้วย เขาได้เริ่มบันทึกเสียงตั้งแต่ช่วงระหว่างการถ่ายทำไปจนถึงระหว่างตัดต่อภาพยนตร์ โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับสตีเวน สปีลเบิร์ก พร้อมกับนักแสดงที่ร่วมบันทึกเสียงในสตูดิโอและนำเสียงร้องสดในขณะถ่ายทำประกอบ แม้ว่าจะบันทึกเสียงกับสองวงแต่ดูดาเมลกำกับทั้งสองวงก็ไม่รู้สึกถึงความต่างเลย แม้ว่าสำหรับดูดาเมลเองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแรกในการกำกับของเขาในเพลงประกอบภาพยนตร์ (โดยเรื่องแรกคือเรื่องเดอะนัทแครกเกอร์กับสี่อาณาจักรมหัศจรรย์) แต่นี้น่าจะเป็นผลงานที่เขาเล่นซ้ำและถูกจดจำมากที่สุดเรียกว่าเป็นผลงานช่ำชองเลยก็ว่าได้ในเพลงสไตล์ลาติน นอกจากที่เขามีชื่อเสียงกับซิมโฟนีของมาร์เลอร์อย่างมากในโลกดนตรีคลาสสิคยุโรปแล้ว (เบิร์นสไตน์ก็เช่นกัน) ก็ถือได้ว่าเพลงที่มีสไตล์ลาตินอเมริกาเป็นผลงานที่โด่งดังสำหรับเขาอย่างมาก ในผลงานบันทึกเสียงหรือการแสดงสดในอดีตไม่ว่าจะเป็นวงทั่วไปหรือหรือวงเยาวชนก็ตาม เล่นได้อย่างเร้าใจและมีลูกเล่นเยอะมากตลอด ดูดาเมลเลือกที่จะบรรเลงในสไตล์แบบบรอดเวย์มากกว่าจะเป็นเหมือนโอเปร่าหรือมิวสิคัลอื่นๆ เพราะพวกเขาเชื่อว่าผู้ชมส่วนใหญ่มักจะจดจำผลงานนี้ในการแสดงหรือในภาพยนตร์เวอร์ชื่นก่อนมากกว่าเป็นเพลงในคอนเสิร์ตที่ยังเล่นกันอยู่ โดยที่จุดแข็งหรือเสน่ห์ของเพลงดนตรีที่ประพันธ์โดยคตีกวีชาวอเมริกันคือการเน้นเครื่องลมทองเหลืองหนักๆตามด้วยเครื่องลมไม้และเครื่องสายเสริมก่อนใช้เครื่องเคาะจังหวะสะบัดไปมา สำหรับเรื่องนี้เครื่องลมมาในคราวนี้ก็อัดแบบจัดหนักจัดเต็มๆไม่มีกั้กเหมือนเดิม แต่ว่าในบันทึกเสียงหนนี้จะรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของเพลงลาตินออกมากอย่างชัดเจนมากกว่าทุกเวอร์ชั่นที่ผ่านๆมา อาจจะเป็นความจงใจของสปีลเบิร์กและดูดาเมลเองที่ทำให้ภาพยนตร์ออกมาเป็นธีมลาตินเฉพาะมากกว่าความเป็นลาตินโดยทั่วๆไป ในส่วนของเทคนิคในการอัดเสียงเนื่องจากการบันทึกเสียงด้วยระบบ Dolby Atmos ซึ่งมีเสียงรอบทิศทางโดยรอบและด้านบนอย่างเต็มๆ ไม่ใช่สเตอริโอเหมือนการบันทึกอื่นๆที่ผ่านมา ทำให้มีไดนามิคเยอะมากๆจากเครื่องเป่า รู้สึกมันกันอย่างเต็มที่ทำให้ไม่ค่อยได้ยินเสียงจากเครื่องสายมากนัก จะได้ยินชัดๆในการเล่นคลอเสียมากกว่าแต่นี้คงเป็นความตั้งใจเดิมอยู่แล้วที่เป็นแบบนี้ ถึงจะมีเพลงร้องเยอะก็ตามแต่ดูดาเมลทำให้เห็นว่าเพลงบรรเลงหรือชุดสวีทที่ใช่เชื่อมแต่องก์การแสดงก็มีความสำคัญทำให้ทุกฉากในเรื่องนี้สนุกได้ไม่ใช่แค่ดีแค่ในฉากร้องเพลงใส่กันเหมือนบางผลงานที่เคยฟังเป็นโอเปร่าก็ตาม โดยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างมากถ้าให้เปรียบเทียบกับเฉพาะเพลงในภาพยนตร์ กล้าพูดได้เลยว่าเวอร์ชั่นนี้ในส่วนของการบรรเลงทำได้ดีกว่าเดิมมาก แต่ผมว่าถ้าคุณเคยดูเรื่องนี้มาก่อนนานแล้วคงจะเปรียบได้ยากคงจะเพราะเรื่องของความประทับใจในความทรงจำมันคงจะเทียบยาก
เนื่องจากถ่ายทอดเป็นเพลงในแนวบรอดเวย์ ในส่วนของเสียงร้องเราคงไม่ลืมว่านักร้องในเพลงเหล่านี้เป็นนักแสดงที่ร้องเพลงได้มากกว่านักร้องในการแสดงประเภทอื่นๆที่ชำนาญในการร้องเพลงมากกว่า โดยที่ไม่ให้คนอื่นอย่างนักร้องเพลงอาชีพหรือนักร้องโอเปร่าร้องแซมแทน (โดยที่บางคนอาจจะเป็นนักแสดงหน้าใหม่เสียด้วยซ้ำ) ฉะนั้นหากคุณแค่ฟังเพลงไปเฉยๆอาจจะรู้สึกเสียงดูธรรมดาๆมาก แต่ถ้าเรามองในมุมมองของความถูกต้องของนักแสดงต่อตัวละครถือว่าเลือกนักร้องได้เหมาะสมมากจริงๆแล้วให้ในแง่ของโทนเสียงแล้วลักษณะการการร้องควบคู่กับการแสดง (ที่ในส่วนของการแสดงถือว่าน่าพอใจเลยทีเดียว เนี่องจากเป็นภาพยนตร์การถ่ายทำตรงจุดนี้เรียกว่าไม่ผิดหวังเลย) แต่ถ้าหวังให้เป็นผลงานมาสเตอร์พีซเหมือนที่เบิร์นสไตน์กำกับผลงานบันทึกเสียงของตัวเองก่อนหน้า ผมว่าอาจจะผิดหวังสักหน่อยก็แล้วความชอบของแต่คนว่าจะชอบการร้องแบบโอเปร่าหรือบรอดเวย์แต่ผมก็ชอบทั้งสองแบบขึ้นอยู่ว่าจะดูการแสดงบนเวทีหรือฟังการบรรเลงในคอนเสิร์ต เท่าที่เคยฟังการบันทึกเสียงหรือการแสดงสดมาก็นิยมเล่นในแบบวงออเคสตร้ามากกว่าแจ๊สแบนด์โดยมีลูกเล่นเครื่องลมนำ แต่สำหรับเรื่องนี้จัดว่าไปกับทั้งสองกลุ่มคือไปไม่สุดทั้งคู่ ดูดาเมลเลือกที่เล่นตามลักษณะในบริบทที่ฉากของภาพยนตร์ที่กำลังดำเนินไป เรียกว่าถ้าสปีลเบิร์กทำอะไรสักอย่างที่ดีกว่าภาพยนตร์เวอร์ชั่นก่อนหน้านั่นก็คือเพลงประกอบนีแหละที่เป็นพระเอกของจริง
และสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของภาพยนตร์ยุคก่อนๆแล้วยังมีอยู่ในยุคปัจจุบันอยู่บ้างคือการบรรเลงของเพลงประกอบภาพยนต์โดยวงออเคสตร้า ที่เป็นองค์ประกอบที่แสดงคุณภาพของภาพยนตร์โดยเฉพาะแนวพีเรียด ถึงแม้ว่าในปัจจุบันอาจจะมีดนตรีหลายแนวใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนต์โดยเฉพาะแนวเทคโนมากขึ้น แต่ผมก็ยังว่ามันเป็นเสน่ห์ที่ยังมีคุณค่าอยู่ไม่เสื่อมคลาย โดยแนวดนตรีประเภท(แนวเพลงประกอบภาพยนต์เก่า)นี้อาจจะฟังกันอยู่ให้กลุ่มคนที่เคยชมฟิล์มขาวดำก็ตาม ถ้าคุณไม่เคยได้ฟังแนวเพลงประกอบภาพยนตร์ก่อนชมภาพยนตร์เรื่องนั้น คุณอาจจะฟังเป็นเพลงคลอๆไปไม่ต้องสนใจก็ได้เป็นการเปิดโลกทางการฟังดนตรีของคุณไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม
สำหรับคะแนนครับ
การแสดงดนตรี 9/10
การบันทึกเสียง 10/10
การร้องเพลง 8.5/10
ภาพยนตร์โดยรวม 9/10
และสุดท้ายนี้ ผมแอบเสียดายที่ว่าในภาพยนตร์เรื่องนี้พูดภาษาสเปนเยอะมากแต่ในโรงในไทยไม่มีคำแปลเสริมเลยทำให้งงไปพักใหญ่ๆ แต่ผมก็ยังแนะนำสำหรับใครที่เป็นคอเพลงคลาสสิคให้ไปชมกันอยู่ดี มันอาจจะไม่เป็นตำนานเหมือนภาพยนตร์เมื่อ 60 ปีที่แล้วแต่ว่ามันเป็นการตีความร่วมสมัยที่จะบอกให้คนรุ่นต่อไปได้ชื่นชมโดยผู้กำกับที่ดังที่สุดแห่งยุคปัจจุบันต่อไปที่จะไม่ล้าสมัยไปอีกนานแสนนาน
Comments
Post a Comment