RBSO Royal Concerts 2022 Review
วิจารณ์ RBSO Royal Concerts
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาผมได้ไปดูคอนเสิร์ตที่ ซึ่งมี Alice Sara Ott เป็นผู้แสดงเดียวตัวชูโรงในคอนเสิร์ตนี้อาจจะเป็นตัวชูโรงของวงนี้ของทั้งปีเลยก็ว่าได้ และเนื่องจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้มีข่าวเรื่องคอนเสิร์ตนี้ไม่น้อยเลย คงเป็นเพราะเจ้ามาชมด้วย แต่ก็ไม่มีใครที่จะพูดถึงคุณภาพของคอนเสิร์ตนี้เลย ผมเลยอาจจะขอเขียนถึงสักหน่อย เพราะถ้าคุณ Alice มีความเข้าใจพอสมควรจะพบว่าคอนเสิร์ตนี้ฉายสถานภาพของวงการดนตรีคลาสสิคไทยที่ชัดเจนที่สุดในปัจจุบัน ในตอนนี้ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีหลายมาตรการเพื่อออกมาควบคุมโรคมากมายที่รวมถึงกิจกรรมตอนกลางคืน หากแต่ว่าโปรแกรมนี้ได้รับการวางไว้ล่วงหน้าเป็นเดือนๆ และเพราะมีเจ้ามาสนับสนุนจึงมีความเป็นไปได้สูงอยู่แล้วว่าแม้สถานการณ์ในตอนนี้จะเป็นอย่างไรก็ตามการแสดงนี้น่าจะเกิดขึ้นอยู่ดี ยกเว้นเสียแต่ตัวนักเปียโนลูกครึ่งเยอรมันญี่ปุ่นผู้นี้จะไม่สามารถเดินทางมาได้เอง
ถ้าใครที่ติดตามหรือมาชมคอนเสิร์ตวงออเคสต้าที่ผ่านมาไม่ว่าจะวงไหน ผู้แสดงเดียวที่แต่ละคอนเสิร์ตส่วนใหญ่มักจะเป็นศิลปินระดับกลางๆ จะเป็นนักเรียนดนตรีที่เพิ่งจบจากสถาบันดนตรีที่มีชื่อเสียงอยู่บ้าง หรือไม่อย่างนั้นก็นักดนตรีที่เตรียมตัวไปแข่งในการแข่งขันดนตรีระดับโลกเป็นส่วนใหญ่ สังเกตว่าจะมีนักดนตรีที่มีชื่อเสียงในวงการไม่กี่คนที่กล้ามาแสดงในประเทศไทยด้วยเหตุผลหลายอย่าง ขนานที่ว่ามีนักเปียโนคนหนึ่งที่ชอบมาเที่ยวเมืองไทยก็ยังไม่มาแสดงแต่มีข่าวฉาวออกสื่อก็มี เหตุผลหลักๆมี 2 ข้อ คือผู้ชมที่มีจำนวนน้อย (ฐานผู้ฟังอย่างจริงจังซึ่งมีน้อยอยู่แล้ว ถ้าเกณฑ์เอามาอาจจะได้แต่ก็ไม่คุ้มอยู่ดี ทำให้นักดนตรีก็ไม่อยากจะชวนเพื่อนร่วมวงการมาแสดงอีก) และทุนที่กำจัดมากๆ (ขนาดที่ว่าจะรักษาวงขนานใหญ่ในไทยยังยากต้องหาสปอนเซอร์จากกลุ่มไฮโซ แล้วค่าตัวนักดนตรีดังที่แพงอยู่แล้วคงไม่อยากจะเอามาละลายเล่น) แต่ถ้าหากเอาเข้าจริงๆแล้วถ้าก็มีกำลังมากพอ ก็สามารถจ้างนักดนตรีระดับโลกมาแสดงในไทยได้ ซึ่งมีส่วนใหญ่หากไม่ใช่ทั้งหมดมีคนในราชวงศ์มีส่วนด้วยไม่ว่าเป็นผู้สนับสนุนหรือผู้จัดการแสดงเชิญมา วง RBSO เองน่าจะเป็นวงเดียวที่สามารถจ้างศิลปินดังๆมาได้ นั้นแสดงว่าในวงไทยเกือบทั้งหมดที่เหลือไม่สามารถมีกำลังพอ (หรือนักดนตรีเก่งพอ) ที่จะรองรับกับคอนเสิร์ตดีในไทยได้ไปอีกสักพักใหญ่เลยทีเดียว
ในโปรแกรมนี้ทั้งหมดมาจากคีตกวีชาวฝรั่งเศสทั้งหมดคือ โกลด เดอบูว์ซี และ มอริส ราแวล ซึ่งเป็นโปรแกรมที่นิยมบรรเลงกันอยู่ไม่น้อย แต่เนื่องจากลักษณะแบบไม่เป็นซิมโฟนีแท้ๆทำให้ไม่ค่อยจะเข้ากับโปรแกรมการแสดงเท่าไหร่นัก
หลังจากมีพิธีการและแสดงเพลง Happy Birthday แล้ว โปรแกรมแรกในการแสดงคือ L'Après-midi d'un faune หรือ Afternoon of a Faun เป็นผลงานที่ล่องลอยที่จินตนาการถึงฟอนที่เป็นสัตว์ในเทพปกรณัมโรมัน เมื่อเริ่มการแสดงโดยเสียงฟลูตเป่าออกมาทำให้รู้เลยว่าวงนี้น่าจะมีเวลาเตรียมตัวนานมากที่เดียว แสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่น่าจะมากที่สุดในรอบ 4-5 เดือน ผลงานนี้เล่นได้ส่งอารมณ์อย่างชัดเจนโดยเฉพาะที่มาจากเครื่องลมไม้ที่ปกติไม่ค่อยได้ยินมากนักที่เห็นเด่นชัด การเล่นที่เพลงแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ที่ต้องเนิบช้าให้มากที่สุดและแสดงถึงความลื่นไหลแบบยึดที่สุดเท่าที่จะต่อเนื่องได้ และการเล่นของพินฝรั่งและไวโอลิน 1 ที่สีให้โดดเด่น ผมประทับใจมากที่พวกเขาสามารถถ่ายทอดตรงนี้ได้ชัดเจนจริง
ต่อมาในโปรแกรมสำคัญก็มาถึงของเธอที่ทำให้หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยมีคนชมคอนเสิร์ตนี้อย่างล้นหลาม (แม้จะต้องหารที่นั่งครึ่งนึงจากมาตรการล็อกดาวน์ก็ตาม) ก่อนอื่นคือถ้าใครเคยฟังเธอมาก่อนจะพบว่าส่วนใหญ่ผลงานที่เธอบันทึกเสียงนั้นเน้นไปที่ผลงานเดียวแทบทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นผลงานเปิดตัว หรือว่าจะเล่นคู่กับไวโอลินหรือเปียโนด้วยกันเอง มีน้อยที่เธอจะเล่นคอนแชร์โตกับออร์เคสตราแล้วทั้งหมดเป็นสายกระแสหลักด้วย แม้ว่าเธอจะมีผลงานเพลงจากคตีกวีฝรั่งเศสไม่น้อยเลยก็ตาม แต่ผลงานกับครั้งนี้เล่นเปียโนคอนแชร์โตสำหรับมือซ้ายของราเวลเป็นผลงานที่ท้าทายมากกับคนที่มีแขนปกติ แต่พอฟังโดยรวมผมกลับรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่เธอเล่นคอนแชร์โตได้ดีกว่าที่คิดไว้มาก โดยตามมาตรฐานแล้วผลงานนี้เธอเล่นรอบเดียวไม่พักใน 20 นาทีเศษ
โดยทั่วไปสำหรับผลงานนี้แต่งเพื่อนักเปียโนที่เสียแขนขวา (ที่นักเปียโนส่วนใหญ่ถนัด) ฉะนั้นคนที่มีชื่อกับผลงานชิ้นนี้จึงมักจะเป็นคนที่ใช้งานแขนขวาไม่ได้ โดยสมัยหลังๆมักมาจากการบาดเจ็บระหว่างการแสดงในอดีต แต่การจะเล่นได้ดีนั่นหมายถึงการที่คุณต้องเล่นทั้งสองทำนองได้ในมือเดียว ลำพังเล่นสองมือว่าไม่ง่ายนี่ต้องเล่นมือเดียวแล้วเร็วเสียด้วย และเนื่องจากแต่งในช่วงเวลาเดียวกับอีกคอนแชร์โตอีกบทนึ่งที่เล่นสองมือ ทำให้บางคนเหมือนจะได้ยินความคล้ายของอีกผลงานนึ่งนั้นเอง นอกจากนี้อาจจะเป็นผลงานท้ายๆที่นักเปียโนที่เชี่ยวชาญสายฝรั่งเศสจะเล่นแสดงกันเพราะนอกจากจะเล่นกันน้อยกว่าสายกระแสหลักแล้วยังต้องก้าวข้ามข้อจำกัดของการใช้แขนข้างที่ไม่ถนัดอีกด้วย
อาจเป็นเพราะเธอเป็นลูกครึ่งเอเชีย เธอน่าจะรับอิทธิพลกับกล้าแสดงออกมาจากนักเปียโนชาวจีนบางคน เธอเปิดด้วยการเล่นจิ้มแบบกดหนักๆเพียงไม่กี่เสียงนั้นก็เห็นถึงแรงกระแทกที่รู้สึกได้อยู่แล้วพอเมื่อเวลาผ่านไปเธอก็เล่นแรงไปเรื่อยๆ จนแสดงแบบที่เรียกว่ากระแทกใส่แบบหนักจัดๆ โดยลำพังการเล่นแบบนี้อาจจะทำเปียโนพังได้ง่ายๆเลย แต่ในช่วงที่แสดงเดี่ยวนั่นเธอเล่นได้เป็นตัวของตัวเองอย่างถึงที่สุดจริงๆ มีการเล่นเทคนิคที่ซับซ้อนซึ่งเป็นจุดเด่นของเธอที่งัดออกมาใส่อย่างเต็มที่และได้แสดงความพลิ้วไหวอยู่บ้าง ซึ่งเอาเข้าจริงๆเธอน่าจะเหมาะกับการเล่นเดียวเปียโนมากกว่าจริงๆนั้นแหละ แม้ว่าผมรู้สึกว่าเธอเริ่มจะเสียศูนย์ในช่วงครึ่งทางแล้วโดยเฉพาะช่วงที่เล่นแข่งกับเครื่องทองเหลืองแต่เหมือนจะดึงกลับมาได้จนได้ ในครั้งนี้เธอเล่นได้เกือบจะสมบูรณ์แบบแล้วถ้าไม่หลุดไปบ้าง ก็เรียกว่าเป็นโชว์ของเธอจริงๆในคราวนี้เองและ Encore ของเธอคือ Gnossienne No. 1
ในส่วนของวงเอง แม้ว่าจะมีเวลาซ้อมรวมกันน้อยแต่ว่าก็เตรียมตัวกันได้ดีโดยเฉพาะจากเครื่องลมไม้ เครื่องสายในครึ่งแรกนี้ไม่ได้มีบทบาทชัดเจนยกเว้นหัวหน้าวง แต่มีปัญหาสำคัญที่แสดงวันนี้ไม่ดีเท่าที่ควรคือมีปัญหากับอะคูสติกห้อง ทำให้เสียงของข้างหลังดังมาข้างหน้ามากเกินไปโดยเฉพาะจากเครื่องทองเหลือง ดังเกินไปทำให้ไม่ได้ยินเสียงเปียโนที่ชัดเจนพอ แล้วมันฟ้องออกมาชัดเจนซึ่งเรื่องนี้จะพูดต่อไป
ในช่วงครึ่งหลัง เริ่มการแสดงด้วย La mer ผลงานที่แสดงให้เห็นถึงเกลียวคลื่น ตามจินตนาการของภาพพิมพ์ไม้ของญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงที่สุด "คลื่นยักษ์นอกฝั่งคานางาวะ" เป็นธรรมดาที่งานดนตรีทุกยุคสมัยที่มักจะมีภาพวาดหรือประติมากรรมขึ้นมาแล้วจะมีดนตรีที่สะท้อนถึงศิลปะเหล่านั้นตามมาผลงานนี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นผลงานการบรรเลงที่โยกไปโยกมาเพื่อแสดงถึงความสำคัญของคลื่นมากกว่าจะเป็นทะเล
วงเริ่มการเล่นที่เบาค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ เครื่องเป่าค่อยสอดประสานไปกับเครื่องสายอย่างเบาๆ บรรเลงอย่างต่อเนื่องชดช้อยไม่ทับเสียงกัน โยกไปโยกมาตลอด 3 ท่อน เหมือนคลื่นที่ค่อยๆซัดไปชายหาดหรือกระทบกันเองที่มาจากลม ในผลงานนี้มีความเป็นเอเชียสูง จุดนี่สามารถอธิบายที่ความเป็นตะวันออกที่ชัดเจนแล้ววงก็แสดงออกมาไม่ผิดหวังเลยและที่ประทับใจในช่วงการบรรเลงคือเมื่อเล่นช้าการได้ยินเสียงพื้นหลังชัด เนื่องจากอะคูสติกของหอประชุมทำงานให้เห็นเด่นชัดมาก ความเป็นแอมเบียนต์ได้ปรากฏขึ้นเมื่อการตีเสียงต่ำหรือเสียงเล็กๆก้องกังวาน จุดนี้เป็นจุดที่ผมมองว่าการบันทึกเสียงไม่สามารถให้ได้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดของการแสดงครั้งนี้เลยทีเดียว
ในรายการสุดท้ายนี้คือ Bolero ซึ่งเป็นเพลงกลิ่นอายของสเปนที่ใช่เต้นบัลเลต์เอาจริงๆเป็นผลงานที่บรรเลงบ่อยๆในโลกของเพลงคลาสสิกตะวันตก ทั้งๆที่ในความเป็นจริงผลงานมีเนื้อหาที่ต้องการสื่อสารน้อยมาก เนื่องจากประโยคเพลงทำนองเดียวซ้ำไปซ้ำมาบนคีย์พื้นฐานในจังหวะธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ โดยเริ่มจากกลองเล็กตีเป็นจังหวะนำเครื่องดนตรีที่ละชิ้นเล่นทำนองเดียวกับทุกเครื่องดนตรีจนเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นผลงานที่เข้าใจได้ง่ายแต่เป็นเพลงที่แสดงถึงสามารถของเครื่องดนตรีแต่ชิ้น แต่ในรอบนี้จากที่อากาศในหอประชุมที่เย็นมากๆ และอะคูสติกหลังของหอประชุมที่หลังก้องจึงฟ้องเสียงเพี้ยนได้ง่ายๆ โดยเฉพาะที่มาจากเครื่องเป่าต่างๆพอได้ยินได้แล้วจะไม่มีใครช่วยสอดกลบเลย ท้ายสุดนี้แม้เป็นเพลงที่เล่นไม่ดีเท่าผลงานอื่นๆแต่ถ้าหากเทียบที่วงแสดงก่อนโรคระบาดมาถึงก็ถือว่ายกระดับได้อย่างมากเลยทีเดียว
สุดท้ายนี้ถึงแม้ว่าหลังเปิดการแสดงช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาวงประสบปัญหาไม่น้อย แต่ว่าวงก็แสดงดีขึ้นเป็นลำดับและในการแสดงรอบนี้ถือเป็นการแสดงที่ดีสุดของวงในรอบ 5 ปีเลยที่เดียว แม้ว่าผมจะรู้สึกว่าวงดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากในแง่คุณภาพที่ต้องพัฒนายังเป็นโจทย์ใหญ่ที่วงจะต้องตอบให้ได้ต่อไป
สำหรับคะแนนครับ
- L'Après-midi d'un faune 9/10
- Piano Concerto for the Left Hand
- Alice Sara Ott 9/10
- RBSO 8.5/10
- La mer 8.5/10
- Bolero 7/10
MVP ในคอนเสิร์ตนี้คือ Flute เขาเป็นพระเอกของวงนอกจากจากเปียโนและเขาทำได้สมกับความพยายามและความกดดันที่ได้รับ
Comments
Post a Comment