ดนตรีออเคสตร้าในเพลงประกอบภาพยนตร์
เนื่องจากในเช้าวันจันทร์นี้จะมีงานประกาศผลรางวัลออสการ์ที่เป็นรางวัลที่สำคัญที่สุดในวงการภาพยนตร์ ในโอกาสนี้ผมจึงอยากจะพูดถึงองค์ประกอบสำคัญของภาพยนตร์อย่างมากนั่นคือการใช้ดนตรีออเคสตร้าในเพลงประกอบภาพยนตร์ ที่ผ่านมาที่ผมเคยพูดถึงคือการที่ดนตรีคลาสสิกในภาพยนตร์เพราะเป็นผลงานที่ยอมรับว่าเป็นผลงานคลาสสิก แต่ตรงนี้จะพูดถึงเพลงประกอบภาพยนตร์โดยใช้เทคนิคการประพันธ์และเครื่องดนตรีคลาสสิกกันบ้าง
รู้มั้ยครับว่าในสมัยต้นศตวรรษที่ 20 ที่ภาพยนตร์จะเริ่มต้นออกฉายตามที่ต่างๆนั้นในยุคของหนังเงียบนั้นคือจะไม่มีเสียงในภาพยนตร์เลย ดังนั้นทุกสิ่งที่เป็นเสียงไม่ว่าจะเป็นพากย์เสียงหรือดนตรีประกอบทุกอย่างจึงต้องแสดงสดทั้งหมด (ในไทยก็เป็นเช่นนั้นด้วยแต่ในเวลานั้นวงที่ใช้บรรเลงเป็นแตรวง) และจากสาเหตุนี้เองที่เพลงที่เล่นประกอบต้องมาจากดนตรีสด วงที่แสดงประกอบจึงมีนักดนตรีและเครื่องดนตรีไม่เยอะนักเพื่อความคล่องตัวทั้งระหว่างเดินทางไปแสดงและระหว่างออกฉาย ทำให้ในเวลานั้นเพลงประกอบหนังในสมัยก่อนจำเป็นต้องแต่งเพลงที่ไม่ซับซ้อนให้แสดงประกอบได้ง่ายอีกทั้งมีเมโลดี้ที่ชัดเจนเพื่อสื่อถึงสิ่งหนึ่งๆที่มีความสำคัญของหนังและสามารถวนกับการใช้แนวเมโลดี้แปรทำนองอันเป็นเอกลักษณ์นั้นซ้ำไปซ้ำมาเพื่อเป็นการชี้นำผู้ชมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง หรือในภาษาดนตรีคือ Leitmotif และ Variations ตามลำดับ ที่จริงๆแล้วเป็นการนำแนวคิดมาจากโอเปร่ามาย่อส่วนลง เวลาต่อมาแม้ว่าที่จะมีเสียงในฟิล์มปรากฏขึ้นในอีกหลายสิบปีต่อมาแต่เทคนิคที่ใช้ในการประพันธ์เพลงโดยใช้เครื่องดนตรีไม่เยอะชิ้นก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่ เนื่องจากต้นทุนของหนังและให้ง่ายต่อการบันทึกเสียง เพราะหนังในสมัยก่อนนั้นเดินเรื่องที่ช้าเพลงประกอบจึงต้องบรรเลงอย่างช้าๆเพื่อแสดงเอกลักษณ์ในการบรรเลงจากเครื่องดนตรีที่มีน้อยชิ้นอย่างมากและอีกทั้งเพลงเหล่านี้ก็เป็นดนตรีร่วมสมัยในเวลานั้น ทำให้คนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่บางส่วนอาจจะยังประทับใจกับเพลงประกอบจากหนังที่มีชื่อเสียงในอดีตอยู่ในทุกวันนี้
อาจจะสงสัยว่าเมื่อภาพยนตร์เริ่มมีบทบาทในสังคมแล้ว แต่ทำไมคีตกวีที่มีชื่อเสียงในยุคโรแมนติกหรือสมัยใหม่หลายคนยังมีชีวิตในขณะนั้น เช่น Saint-Saëns, Mahler, Debussy, Richard Strauss, Nielsen, Sibelius เป็นต้นถึงไม่สนใจแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ หรือแม้แต่คนที่อาศัยในอเมริกาในช่วงบั้นปลายชีวิตอย่าง Stravinsky หรือ Schoenberg เองก็เคยประพันธ์มาบ้างแต่ก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง เหตุผลหนึ่งที่เป็นไปได้ที่ไม่นิยมในการแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ คือเป็นเพราะคีตกวีมองว่ามันก็เป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้นเอง โดยหนังจะเล่าเรื่องราวจากภาพและบทที่แสดงออกมาทำให้จินตนาการถูกจำกัดเพียงในภาพที่แสดงออกมาเท่านั้นและมันมีเวลาที่จำกัดเข้ามาเกี่ยวข้องอีกทำให้ตัวคีตกวีเองไม่สามารถควบคุมความคิดที่ต้องการจะสื่อโดยตรงได้ ซื้งขัดกับแนวคิดว่าคีตกวีสมัยก่อนจำนวนมากที่เป็นดนตรีจินตนาการบรรยายเป็นดนตรีปริสุทธิ์ ซิมโฟนิกโพเอ็มที่ดูจะใกล้เคียงก็ยังมีไม่กี่คนที่สนใจแต่ง แต่คนที่ใกล้เคียงในยุคโรแมนติกกับการประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์มากที่สุดคือ Prokofiev ที่เขาประพันธ์เพลงชุด Lieutenant Kijé เพื่อประกอบหนังเรื่องเดียวกันเป็นภาษารัสเซีย ต่อมาก็ดัดแปลงเพื่อแสดงในคอนเสิร์ตอยู่บ้างแต่ว่าไม่ค่อยยอมรับว่าเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์มากนัก (จะว่าไปแล้ว Prokofiev เป็นคีตกวีที่สร้างผลงานหลากหลายเลยที่เดียว ตั้งแต่อุปรากร บัลเลต์ ซิมโฟนี่ เดี่ยวเปียโน คอนเชร์โต้ และเพลงประกอบภาพยนตร์)
โดยคีตกวีที่ประพันธ์เพลงลักษณะนี้ในยุคร่วมสมัยมักเป็นคนอเมริกันที่นำแนวคิดของการใช้เครื่องดนตรีเพลงคลาสสิกมาแต่งเป็นหลัก และด้วยเหตุนี้นักประพันธ์ส่วนใหญ่จึงเป็นผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะกับเพลงภาพยนตร์ เนื่องจากการประพันธ์ที่หลายครั้งอยู่ในระหว่างถ่ายทำจะทำให้ไม่ได้รับทราบเนื้อหาจริงๆหรือไม่สามารถเห็นภาพที่จะเป็นต้นฉบับภาพยนตร์มาก่อน จึงจำเป็นต้องประพันธ์เพลงให้เข้ากับเนื้อหาในภาพยนตร์ไปก่อนแล้วดัดแปลงแต่งเติมระหว่างตัดต่อ บางครั้งจึงได้รับคำแนะนำจากผู้กำกับ โปรดิวเซอร์หรือแม้แต่วาทยากรที่กำลังเล่นผลงานของตัวเอง ตัวนักประพันธ์เองอาจจะกำกับวงได้ จะว่าไปแล้วถึงแม้ว่าจอห์น วิลเลียมอาจจะไม่ใช่คนแรกที่มีผลงานที่ใช้ดนตรีออเคสตร้า แต่ว่าเขาเป็นคนที่นำเพลงออเคสตร้ามาประยุกต์ใช้กับภาพยนตร์ที่ทุนสร้างสูงที่ฉายในโรงภายนตร์ทั่วโลกเป็นคนแรกๆต่างหาก แล้วนั่นทำให้ทัศนคติที่ว่าเพลงประกอบที่ช้าเปลี่ยนไปให้เน้นความยิ่งใหญ่มีความซับซ้อนมากขึ้น และใช้วงออเคสตร้าบรรเลงเพลงประกอบในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์กันมากขึ้นตามมา
อาจจะพูดได้ว่างานประพันธ์ดนตรีประกอบกับสิ่งบันเทิงร่วมสมัยที่ภาพยนตร์ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย นับเป็นศาสตร์เฉพาะทางที่แยกจากการประพันธ์แบบคลาสสิกเสมือนเป็นแนวดนตรีอีกประเภทหนึ่ง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเนื่องจากทฤษฎีและการต่อยอดในการแสดงด้วยเครื่องดนตรีเกือบทั้งหมดมีรากฐานจากดนตรีคลาสสิกเป็นหลัก ทำให้เพลงประกอบภาพยนตร์ในปัจจุบันหากเป็นภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสูงเพื่อหวังสร้างรายได้มาก มักใช้วงออร์เคสตราเพื่อสร้างความตื่นเต้นและยิ่งใหญ่ อีกทั้งเพราะการแต่งเพลงคลาสสิกสมัยใหม่มีทำนองดนตรีที่หลากหลายที่เกิดจากการใช้ดนตรีหลายแนวผสมผสานมากขึ้น มีเทคนิคการบันทึกเสียงที่ซับซ้อนขึ้นมีรูปแบบการในผสมเสียงมากมายทำให้แนวเพลงนี้แตกต่างจากเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เคยเป็นในหนังยุคฟิล์มสีไปอย่างชัดเจน
หลายครั้งเพลงที่ได้ยินในภาพยนตร์เป็นผลงานเพลงคลาสสิกหรือต่อยอดจากผลงานที่เป็นเพลงคลาสสิกปรากฏในภาพยนตร์ไม่น้อยเลย เช่น The Planets ของ Gustav Holst ในหนัง Sci-fi หลายเรื่อง Also sprach Zarathustra ของ Richard Strauss ในเรื่อง 2001: A Space Odyssey ผลงานของโมสาร์ทในเรื่อง Amadeus Beethoven Symphony No. 7 ในเรื่อง The King’s Speech และ Ride of the Valkyries ของ Richard Wagner ในหลายเรื่องโดยเฉพาะในเรื่อง Apocalypse Now เป็นต้น แต่หนังที่สร้างปรากฏการณ์ในเรื่องเพลงคลาสสิกอย่างจริงๆจังๆครั้งแรกคือเรื่อง Fantasia ของ Walt Disney จากการใช้ผลงานเพลงคลาสสิกที่มีหลากหลายผลงานมาบรรเลงแล้วสร้างภาพแอนิเมชั่นแสดงประกอบกับผลงานนั้นๆ บรรเลงโดยวง Philadelphia Orchestra กำกับโดย Leopold Stokowski ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างตัวละครมิกกี้เมาส์ให้มีภาพจำกับชุดพ่อมดจากเพลง The Sorcerer's Apprentice ของ Paul Dukas นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของระบบเสียงสเตอริโออีกด้วย ซึ้งต่อมาก็มีภาคต่ออย่างต่ออย่าง Fantasia 2000 ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันบรรเลงโดยวง Chicago Symphony Orchestra กำกับโดย James Levine เพราะเป็นหนังฟอร์มยักษ์เรื่องแรกที่ฉายในโรงภาพยนตร์ IMAX ถึงแม้ว่าจะมีหนังดิสนีย์หลายเรื่องที่ผมประทับใจแต่ผมชอบเรื่องนี้มากที่สุดถึงแม้ว่าในตอนที่ดูครั้งแรกๆจะไม่รู้เรื่องเลยก็ตาม
ในส่วนของรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยมนั้น ประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการตั้งเป็นข้อกำหนดในการรับการเสนอชื่อเข้าชิงในปัจจุบันคือการที่ผลงานทั้งหมดเหล่านั้นต้องแต่งใหม่ทั้งหมดเพื่อประกอบภาพยนตร์เรื่องนั้นเท่านั้นหรือในชุดนั้นถ้าฉายแบบต่อเนื่องกัน โดยจะไม่สามารถแปรทำนองหรืออ้างอิงจากภาพยนตร์เรื่องอื่นหรือต่อเติมขึ้นมาใหม่จากภาพยนตร์เรื่องอื่น แม้ในอดีตจะเคยแบ่งสาขาเป็นประเภทเพลงดั้งเดิมและเพลงดัดแปลงยอดเยื่ยมมาก่อนที่ยกเลิกไปก็ตาม แม้ว่าคตีกวีที่อเมริกันที่มีชื่อเสียงที่ยกตัวอย่างไปเคยได้รับการเสนอชื่อหรือชนะรางวัลนี้มาแล้วแต่ที่น่าแปลกใจคือคนที่ได้รางวัลสาขาเพลงประกอบยอดเยี่ยมมากที่สุดกลับไม่ใช่คนที่วงการคลาสสิกได้ยินบ่อยนักคือ Alfred Newman ที่ได้ 9 รางวัล จากการเสนอชื่อ 43 ครั้ง รองลงมาคือจอห์น วิลเลียมที่ได้ 5 รางวัล จากการเสนอชื่อ 47 ครั้ง นอกจากนี้ Ennio Morricone ที่เพิ่งล่วงลับไปเมื่อไม่นานมานี้เป็นผู้ได้รางวัลออสการ์ที่มีอายุมากที่สุดในทุกสาขา แม้ว่ารางวัลนี้ผู้ชิงรางวัลชื่อเป็นนักประพันธ์อาจะไม่มีผลงานในเชิงคลาสสิกมากนัก แต่ก็มีตัวอย่างคนที่ในการแต่งเพลงประกอบที่มีชื่อเสียงในอดีตในเวทีนี้ที่มีผลงานในเชิงคลาสสิกไม่น้อย เช่น George Gershwin (ชนะ 1937) Erich Wolfgang Korngold (ชิง 1935 1939 1940 ชนะ 1936 1938) Aaron Copland (ชิง 1939 1940 1943 ชนะ 1949) Leonard Bernstein (ชิง 1954 ไม่ชนะ) Malcolm Arnold (ชนะ 1957) André Previn (ชิง 1950 1953 1955 1960 1967 1973 ชนะ 1958 1959 1963 1964) Philip Glass (ชิง 1997 2002 2006 ไม่ชนะ) เป็นต้น
สุดท้ายนี้ เอาจริงๆแล้วเนื้อหาส่วนนี้มีเยอะมากๆสามารถเขียนถึงได้หลายแง่มุมแล้ว นอกจากนี้อาจจะกลับมาเขียนถึงภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับเพลงคลาสสิกในอนาคต แล้วผมหวังว่าจะกลับมาเขียนถึงอีกเมื่อเวลาเหมาะสมต่อไป ตอนหน้าผมจะพูดถึงรายการเพลงคลาสสิกในรางวัลแกรมมีของสหรัฐครับ
Comments
Post a Comment