My Classical Music CD Buying History EP.1 การพบกันโดยบังเอิญไปสู่ความสนใจรูปแบบใหม่
หลังจากเมื่อเดือนที่แล้วผมได้พูดถึงเรื่องการไปเที่ยวที่ Tower Records แหล่งซื้อเพลงที่ดังและใหญ่ที่สุดที่ญี่ปุ่นไปแล้วเว้นไว้กับเรื่องเพลงคลาสสิกในอเมริกาจนมาถึงในเดือนนี้ สิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ก็สืบเนื่องกันอาจจะใหญ่กว่าด้วยเพราะเป็นสิ่งที่ผมอยากเขียนถึงมานานแล้วนั่นคือหนทางในการซื้อCD เพลงคลาสสิกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุปันรวมไปถึงความเจ็บใจที่ซื้อเพลงคลาสสิกที่ผ่านมากันบ้าง เนื่องจากในสมัยก่อนนั้นระบบสตรีมมิ่งไม่มีเจ้าไหนที่มาทำตลาดในไทยเลยไม่ต้องพูดถึงค่ายใหญ่ในปัจจุบันเลย ดังนั้นการซื้อCD หรือการดาวน์โหลดแท้หรือเถื่อนเป็นทางหลักที่จะสามารถฟังผลงานดีได้ๆ แต่ในส่วนนี้จะเน้นพูดเฉพาะ CD อาจจะมีการพูดถึงการฟังรูปแบบอื่นแซมตามไปด้วย โดยในตอนที่ 1 ของ Series My Classical Music CD History นี้เสนอตอน การพบกันโดยบังเอิญไปสู่ความสนใจรูปแบบใหม่
อารัมภบทก่อนว่าเป็นที่รู้กันทั่วไปร้านขายแผ่นเพลงในไทยเริ่มหายไป โดยมีสาเหตุหลักจากการแผ่นผี CD เถื่อนในสมัยก่อนที่ CD สามารถสำเนาเหมือนจริงๆ 100% และการกระจาย MP3 ทางออนไลน์ ทำให้ Tower Records ที่เคยเข้ามาสร้างตลาดในไทยนานหลายปีจนกระทั่งถอนตัวออกไปกลายเป็น CD Warehouse จนแล้วจนรอดก็จากไปอีกจนเหลือแต่ที่เป็นรายใหญ่ๆของไทยไม่กี่ที่อาจจะเน้นขายแผ่นภาพยนตร์มากกว่าอย่าง Mangpong หรือ Boomerang หรือมีร้านรายย่อยที่ขายเพลงบ้าง เช่น JEDI HOF GRAM น้องท่าพระจันทร์ เป็นต้น แต่ว่าร้านเหล่านี้ก็ไม่มีแผ่นเพลงคลาสสิกมากนักหรือถึงมีก็น้อยมากก็ไม่ค่อยได้ซื้ออยู่ดี จนกระทั่งการมาของสตรีมมิ่งเพลงของต่างประเทศเข้ามาตีตลาดในไทยทำให้เร่งการปิดตัวของร้านย่อยๆลงตามไปด้วย อาจจะเหลือร้านเฉพาะทางอย่างเพลงเฉพาะแนวหรือขายแผ่นเสียงเป็นหลักเพียงไม่กี่ร้านแล้ว ผมอาจจะเคยชอบซื้ออยู่บ้าง แต่เนื่องจากตลาดเพลงของไทยมีขนาดหดตัวนานแล้ว อีกทั้งตลาดเพลงคลาสสิกของไทยมีขนาดเล็กเอามากจนผมไม่ค่อยได้ซื้อในประเทศอีก เพราะผู้ฟังที่เพลงนี้มีจำนวนน้อยมากจนมีตัวเลือกน้อยด้วยกลุ่มใหญ่ๆที่รู้จักกันจึงหนีไม่พ้นนักดนตรีเองนั้นแหละ ซึ่งบางทีไม่ได้ซื้อเพื่อศึกษาผลงานไม่ได้เพื่อความผ่อนคลายเท่าไรนักและอย่างที่ผมเคยบอกไว้ว่านักดนตรีค่อยไม่ชอบฟังเพลงตัวเองเล่นเสียด้วยสิ แต่ไม่ว่าสถานภาพของตลาดเพลงเป็นอย่างไรก็ตามแต่สิ่งหนึ่งที่เป็นเสมอคือเพลงคลาสสิกหายากในตลาดเพลงอยู่ดี
จากจุดเริ่มต้นคือในสมัยก่อนผมเคยฟังเพลงคลาสสิกผ่านหูอยู่บ้างเช่นมาจากฟังเพื่อนเล่นบ้าง มาจากสื่อกระแสหลักบ้าง หรือเพลงคลาสสิกเพื่อประกอบเกมหรือการ์ตูนแม้แต่ภาพยนตร์บ้างอย่าง Fantasia 2000 ที่ดูในโรง IMAX เป็นต้น แต่ก็คงจะพูดไม่ได้ว่าฟังมันเพราะเราไม่ได้สนใจที่จะฟังอย่างจริงจังเลย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมติดตัวมานานแล้วคือการชอบฟังเพลงไม่มีเนื้อร้องมานานแล้ว จนกระทั่งเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2554) ผมขับรถไปเที่ยวที่เซ็นทรัลพัทยากับเพื่อนนักศึกษาคนหนึ่งด้วยกัน (ซึ่งต่อมาคนนี้เป็นแม่ของลูกผม) และในระหว่างที่เดินเล่นในร้าน B2S ในนั้นมีโซนขายแผ่นCDซึ่งมันไม่ใหญ่เลยแล้วผมไปสะดุดตากับแผ่นCDกระดาษของ Sony Classical ชื่อ Music for Learning เป็นซีดีรวมเพลงคลาสสิกสำหรับทุกโอกาสโดยนำเพลงบางส่วนจากผลงานดังหลายๆเพลงที่คุ้นหูมารวมเป็นอัลบั้ม ซึ่งเป็นวิธีทำตลาดเพลงของค่ายเพลงคลาสสิกใหญ่ๆเพื่อแนะนำเพลงคลาสสิกให้กับผู้ฟังใหม่หรือประเทศที่ไม่ค่อยสนใจดนตรีแนวนี้มากนัก ซึ่งในเวลานั้นกำลังเริ่มสนใจเพลงที่ไม่ต้องใส่ใจฟังอย่างแจ็สกับ Easy Listening เพื่อเหตุผลในการเรียนหนังสือของผมก็เลยซื้อมาลองฟังระหว่างทางกลับแล้วรู้สึกชอบใจมากๆ และจากจุดนั้นมาจึงเริ่มมองหาแผ่นที่มีเพลงคลาสสิกที่มีลักษณะแนะนำตามความเหมาะสมต่างๆเช่นสำหรับขับรถ อาบน้ำ ทำงาน ฯลฯ ที่เน้นแนะนำผลงานที่น่าสนใจจากหลายๆค่ายมาฟังโดยที่ไม่ได้สนใจเรื่องคนแสดงจะเน้นจากโทนของอารมณ์ก่อน เพราะว่าแค่มีขายก็ยังยากเลยเจอบ้างใน Boomerang หรือแมงป่อง ในช่วงเวลานั้นเอง Decca เริ่มนำเข้าเพลงคลาสสิกสำหรับผู้เริ่มต้นเป็นจำนวนมากมาขายในไทยได้ทำรวมเพลงใน Series Decca Ultimate เป็นซีดี 5 แผ่นในกล่องสีขาวขายใน B2S สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว ทำให้พอรู้เรื่องรายละเอียดของผลงานที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก
เมื่อผมเริ่มอยากหาผลงานที่น่าสนใจอีกในตอนนั้น Universal Music Group ที่มีหลายค่ายๆดังในกลุ่มเขาเริ่มทำแผ่นแบบกำหนดโทนเพลงของของคตีกวีเข้ามาด้วย จึงเริ่มซื้อแบบรายคีตกวีที่เราพอคุ้นหูอย่าง Mozart Beethoven Tchaikovsky หรือ Chopin มากขึ้นซึ่งทั้งหมดก็เป็นแผ่นรวมฮิตทั้งแบบ 101 ที่มี 5 แผ่น แบบ Adagios เป็นแผ่นคู่ เนื่องจากแผ่นที่ขายผลงานเหล่านั้นจะขายในห้างดังๆเท่านั้นก็ยังต้องปลีตัวออกไปหาซื้อมากขึ้นมีบ้างที่ซื้อออนไลน์แต่สมัยนั้นการไปซื้อเอามันทำให้รู้สึกว่ามีผลงานอะไรที่พอจะคุ้นหูมากกว่าอยู่ จนกระทั้งเริ่มขยายขอบเขตไปที่รวมมิตรของคีตกวีบ้างเพราะมันจะเริ่มกำหนดโทนเพลงเป็นสไตล์มากขึ้นทั้งเชื้อชาติ หรือยุคสมัยของเพลงไปจนถึงแนวเพลงโดยเฉพาะอย่างซิมโฟนีเป็นต้น ช่วงที่ผมไปร้านที่เงียบก็เจอแผ่นรวมมิครคีตกวีอย่าง The Very Best Of ของ NAXOS ค่ายเพลงเล็กที่ทำหลายๆผลงานผมก็ฟังเพลงพวกนี้ก่อนนอนก็บ่อยๆ แต่ปัญหาอย่างนึงจึงตามมาเพราะแผ่นเหล่านี้นำเข้าทั้งหมดราคาจึงแพงกว่าCDเพลงทั่วๆไป อีกทั้งในเมื่อการหาแผ่นมือหนึ่งในตลาดดังๆก็ยังไม่สาแก่ใจจึงเริ่มหาซื้อมือสองในไทยบ้างละ โดยที่ผมเริ่มเดินทางไปที่ตลาดของแผ่นเพลงมือสองตามที่ต่างๆที่เป็นตลาดนัดเช่นพันธุ์ทิพย์งามวงศ์วาน เซ็นเตอร์วันแถวอนุสาวรีย์ชัย JEDI ที่สมัยนั้นมีร้านอยู่ในศรีนครินทร์ แล้วนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการหาซื้ออัลบั้มที่เป็นลักษณะผลงานแบบมาตรฐานไม่เป็นแผ่นแบบรวมฮิตอีกต่อไป
แม้ว่าจากจุดนั้นมันทำผมมีความสุขในการฟังเพลงแต่ความลำบากใจในเวลาต่อมาก็เริ่มต้นขึ้นในตอนต่อไป แล้วความเจ็บใจที่สุดของผมก็เริ่มต้นขึ้น
Comments
Post a Comment