แค็ตตาล็อกของคีตกวีเพลงคลาสสิค

    หลังจากที่จบซีรีส์การซื้อ CD เพลงคลาสสิคตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไปแล้ว ผมอยากจะพูดถึงอีกเรื่องซึ่งเป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากรูปแบบการฟังเพลงคลาสสิคทั้งในคอนเสิร์ต วิทยุหรือ CD ก็ตามมีอีกเรื่องหนึ่งที่ที่วงการดนตรีคลาสสิคไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญนัก แม้แต่นักดนตรีเองบางทีมองเป็นเรื่องที่น่ารำคาญเสียด้วยซ้ำนั้นคือ เรื่องหมายเลขแค็ตตาล็อกของคีตกวีเพลงคลาสสิค ผมเองเป็นคนที่สนใจเรื่องนี้และอยากพูดถึงมานานแล้ว เพราะผมเองเคยทำงานในห้องสมุดและสนใจเรื่องนี้การเรียงลำดับหมายเลขมานานแล้ว อีกทั้งงานบรรณารักษ์ในวงดุริยางค์ก็มีแต่ไม่ค่อยได้รับความสำคัญนัก ผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะอธิบายเรื่องนี้อย่างละเอียดกัน

    จริงๆแล้วมีความพยายามที่จะเรียงลำดับผลงานการประพันธ์มาเนิ่นนานแล้วจากผู้เชี่ยวชาญของคีตกวีนั่นๆนอกเหนือจากหมายเลขตามประเภทของผลงานอย่าง Symphony และ Concerto โดยเฉพาะนับจากช่วงที่คีตกวีเพิ่งจะเสียชีวิตไปไม่นาน เนื่องจากในช่วงชีวิตของคีตกวีมีการประพันธ์ผลงานเป็นจำนวนมากและผลงานเหล่านั้นสะท้อนถึงตัวตนและรูปแบบการประพันธ์ที่แตกต่างกัน การที่ผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการด้านดนตรีวิทยาโดยเฉพาะที่สนใจในรายคีตกวีหรือกลุ่มชาติพันธุ์นั้นๆ ให้เวลาออกมาศึกษาชีวประวัติเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้เป็นฐานในการจัดเรียงลำดับผลงานการประพันธ์ ที่ทั้งหมดนี้นำเสนอข้อมูลเป็นรูปเล่มออกมาอาจจะพร้อมกับโน้ตช่วงแรกๆของเพลงถ้าใส่มา เมื่อใช้อ้างอิงบ่อยๆเข้าจึงกลายเป็นที่ยอมรับในวงการ เหตุผลสำคัญคือเพื่อสร้างความสัมพันธ์ของผลงานต่อชีวิตคีตกวีเหล่านั้นหรือต่อผลงานของคนอื่นๆในเวลาเดียวกัน อาจจะเพื่อง่ายต่อการค้นหางานนั้นไม่ให้เกิดความสับสนหากมีผลงานที่ใกล้เคียงกัน กำหนดขอบเขตงานประพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับคีตกวี หรือเพื่อสร้างขอบเขตการจดจำในผลงานของคีตกวีและอีกเหตุผลมากมายเกินจะกล่าว

วิธีการในการเรียงลำดับการประพันธ์ที่ใช้มีอยู่ 3 วิธี มีดังนี้
  1. เรียงตามลำดับการเผยแพร่ให้กับสาธารณชนหรือระบบ Opus Number ระบบนี้เป็นระบบที่นิยมมากที่สุด หลักๆแล้วคีตกวีมักจะมีสัญญากับผู้จัดจำหน่ายโน้ตดนตรีในการเผยแพร่อีกนัยหนึ่งเป็นค่ายเพลงของคตีกวีนั้นๆที่พิมพ์โน้ตออกเผยแพร่ออกไป การที่ผลงานออกมาจึงเรียงตามลำดับผลงานเป็น op.1 2 หรือ 3 ต่อๆมา อาจจะซอยอีกเรื่อยๆตามหมายเลขอีกทีเป็น No.1 2 และ 3 ข้อดีคือเป็นการยอมรับจากคีตกวีโดยตรง อีกทั้งทำให้ผลงานของคีตกวีคนนั้นมีประวัติที่ยาวนานและไม่ยากในการศึกษาประวัติคีตกวี แต่ข้อเสียของมันคือเป็นระบบที่ชวนเข้าใจผิดมากที่สุด เพราะเนื่องจากเรียงตามการเผยแพร่หากมีความแนวคิดหรือประพันธ์ผลงานเสร็จก่อนเลขก็จะไม่ตรงกับข้อเท็จนั้น หลายคีตกวีอาจจะเลือกไม่เผยแพร่บางงานนั้นๆในช่วงชีวิตของเขา (เช่น กลายเป็น Op. posth. หรือ WoO เมื่อเผยแพร่ต่อมา) อาจมีสลับหมายเลขย้ายไปมาทั้งจากผู้จัดจำหน่ายโน้ตหรือตัวคีตกวีเองทำให้เกิดหมายเลขซ้ำกันจากคนคนเดียวหรืออาจมีข้อโต้แย้งในภายหลัง อีกทั้งในสมัยหลังๆนั้นคีตกวีเริ่มไม่สนใจใส่หมายเลขนี้มากนัก ยิ่งทำให้ตัวเลขเหล่านั้นอาจจะไม่สะท้อนถึงลำดับการประพันธ์ที่แท้จริงก็ได้ ดังนั้นคีตกวีต้องซื่อตรงต่อลำดับผลงานจริงๆเท่านั้นระบบนี้ถึงมีความหมาย ตัวอย่างคีตกวีที่ชัดเจนที่สุดคือ Beethoven Chopin Schumann หรือ Tchaikovsky เป็นต้น
  2. เรียงตามลำดับการประพันธ์ก่อนหลังโดยใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าชีวประวัติ ระบบนี้เป็นหมายเลขที่เกิดจากค้นคว้าของผู้เชี่ยวชาญในคีตกวีนั้นที่ศึกษาประวัติและค้นคว้าหาเรียงลำดับผลงานที่เชี่อมโยงกันก่อนที่ออกเผยแพร่ให้รับทราบ โดยเลขจะใช่ชื่อย่อของผู้รวบรวมขึ้นต้นก่อนตัวเลข ข้อดีคือมันเป็นการสะท้อนถึงประวัติผลงานคีตกวีได้ดีที่สุดเป็นลำดับที่แน่นอน แต่ข้อเสียคือนอกจากใช้เวลานานในการค้นคว้าและเป็นที่ถกเถียงในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ จึงอาจจะทำให้มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนมีตัวเลขที่ต่างกันทำให้สับสนมากกว่าเดิม แล้วหากในอนาคตมีการค้นพบผลงานหรือหลักฐานใหม่ๆขึ้นมาจะทำให้ยากต่อการเปลี่ยนแปลงหมายเลขนี้ในภายหลัง และบางผลงานในชุดชุดนั้นที่อาจแต่งไม่ต่อเนื่องกันเลขอาจจะกระโดดข้ามไปมาด้วย ตัวอย่างที่แนะนำคือ Mozart (ที่ใช้รหัส KV. จาก Ludwig von Köchel ลำดับเลขสุดท้ายคือ 626) Schubert (ใช้รหัส D. จาก Otto Erich Deutsch ลำดับเลขสุดท้ายคือ 965) หรือ Debussy (ใช้รหัส L. จาก François Lesure ลำดับเลขสุดท้ายในฉบับล่าสุดคือ 150) เป็นต้น
  3. เรียงตามกลุ่มประเภทผลงานก่อนแล้วต่อด้วยลำดับการประพันธ์ ระบบนี้มีมาไม่นานลักษณะคล้ายๆระบบในห้องสมุดคือโดยทั่วไปมีลักษณะคล้ายกับระบบที่ 2 แต่ในขั้นต้นผู้เชี่ยวชาญจะแบ่งช่วงเลขตามประเภทของผลงานก่อนแล้วค่อยซอยเรียงต่อเนื่องภายในลำดับการประพันธ์ก่อนหลังอีกชั้น ดังนั้นจึงไม่ได้เรียงลำดับผลงานจริงๆตามประวัติคตีกวี ข้อดีคือเป็นระบบที่มีมาตรฐานมากที่สุด มักจะใช้กับคีตกวีที่มีจำนวนผลงานมากๆ อีกทั้งผู้ที่ศึกษาสามารถทำความเข้าใจในรหัสนั้นได้ง่ายกว่าระบบอื่นๆ อีกทั้งบางรหัสอาจจะสามารถต่อเติมได้ในภายหลังได้ ข้อเสียคือนอกจากจะคล้ายๆกับระบบที่ 2 แล้ว ในแต่ละคีตกวีมีผู้เชี่ยวชาญใช้รูปแบบการเรียงลำดับที่ไม่เหมือนกันจึงไม่สามารถใช้ความเข้าใจเดียวกันนี้กับอีกคีตกวีได้ อีกทั้งไม่สามารถใช้หมายเลขนี้อ้างในลำดับการประพันธ์ได้ ตัวอย่างเช่น J.S.Bach (ใช้รหัส BWV.) Haydn (ใช้รหัส Hob. จาก Anthony van Hoboken) Liszt (ใช้รหัส S. จาก Humphrey Searle) หรือ Vivaldi (ใช้รหัส RV. จาก Peter Ryom) เป็นต้น
    บางครั้งเวลาใช้งานหมายเลขเหล่านี้บางครั้งมีการใช้ร่วมกัน กล่าวคือเนื่องจากระบบแรกเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดก่อนที่ระบบหลังๆจะเข้ามา หากว่าคีตกวีได้เรียงลำดับผลงานที่น่าเชื่อถืออยู่แล้ว ส่วนใหญ่ผู้ฟังจะยอมรับหมายเลขของคตีกวีมากกว่ายกเว้นแต่ว่าไม่ได้ทำไว้ก่อนแต่หลายครั้งก็มักนำเสนอไปด้วยกันบ้าง เช่น String Quartet, Op. 10 in G minor L.91 ของ Debussy หรือ Piano Quintet in A major Op.114, D. 667 หรือที่เรียกว่า Trout Quintet โดย Franz Schubert หรือ Concerto No. 1 in E major, Op. 8, RV 269 หรือที่เรียกว่า Spring ในชุด The Four Seasons ของ Vivaldi เป็นต้น อีกทั้งแม้แต่คตีกวีที่หมายเลข Op. ที่ชัดเจนก็ยังมีนักวิชาการทำหมายเลขแค็ตตาล็อกของตัวเองที่อาจจะไม่ได้รับความนิยมเช่น Chopin ซึ่งมีรหัส B. KK. หรือ WN และ Beethoven ซึ่งมีรหัส GA. และ HS. อีกด้วย

    สิ่งที่ผมจะบอกคือเวลาได้ยินตามวิทยุหรือในคอนเสิร์ตบ้างในบ้านเรา เราที่พวกเขามักเลือกที่จะบอกหมายเลขแค็ตตาล็อกเพื่อบอกว่าเป็นลำดับผลงานนั้นเพื่อความเข้าใจง่ายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เช่น การจะบอกว่า "Symphony No. 5 in C Minor" ว่าผลงานของลำดับที่ 67 ของ Beethoven อาจจะไม่ใช่คำพูดที่ถูกต้องนักเพราะเขาอาจจะเรียงตามลำดับการพิมพ์แล้วที่บางผลงานที่ประพันธ์ไว้ก่อนหน้านี้หรืออาจจะมีผลงานที่แต่งตอนหลังเอาออกมากก่อนก็ได้เพราะผลงานที่เขียนทีหลังอย่าง "Symphony No. 6 in F major op.68" ก็ควรจะมีหมายเลขที่มาก่อนเพราะเผยแพร่ก่อนแม้จะออกแสดงครั้งแรกในวันเดียวกันก็ตาม หรือการที่บอกว่า Winterreise ของ Schubert คงไม่ใช่ผลงานที่ 89 (ที่เผยแพร่) หรือที่ 911 (ตามแค็ตตาล็อก) เพราะไม่แน่ว่าหากมีผลงานใหม่ๆที่พิสูจน์ได้ของเขาแต่งก่อนขึ้นมาแทนที่ คำพูดนี้คงจะผิดทันทีก็ต้องเรียงลำดับกันใหม่อีก เป็นต้น จึงควรจะบอกเป็นหมายเลขแค็ตตาล็อกไปตามตรงจะดีกว่า

    โดยส่วนตัวผมชอบที่แบ่งแบบระบบที่ 3 มากกว่าวิธีอื่นๆ ส่วนนักวิชาการมักชอบระบบที่ 2 มากกว่าในขณะที่คนส่วนใหญ่มักได้ยินกับระบบที่ 1 มากกว่า ถ้านำหมายเลขเหล่านี้นำไปขยายความหาข้อมูลเพิ่มเติมมันจะเห็นถึงหลายผลงานที่เราไม่ค่อยได้ยินชื่อเพราะเราฟังผลงานซ้ำกันจากความนิยมมากกว่า การดูรายชื่อผลงานเหล่านี้ก็เป็นการเปิดกว้างผลงานของคีตกวีมากกว่าจะอ่านประวัติของเขาไปเฉยๆ

    อันที่จริงแล้วการเรียงลำดับผลงานอย่างละเอียดมันจะเขียนในหนังสือของประวัติคีตกวีเป็นรายบุคคล หรือรวมประวัติมักจะเขียนโดยสรุปผลงานมากกว่า ดังนั้นหนังสือที่พูดถึงเรื่องนี้หรือรวบรวมข้อมูลเหล่านี้จึงมีไม่กี่เล่มนัก มีอยู่เล่มหนึ่งที่ผมชอบมากเป็นพิเศษที่ชื่อ "The Da Capo Catalog Of Classical Music Compositions" เป็นหนังสือที่เก่าแล้วที่เขียนไว้นับสิบปีเป็นหนังสือที่รวมรายชื่อผลงานทั้งหมดและหมายเลขแค็ตตาล็อกของคีตกวีที่สำคัญ 132 คน (น่าจะมีมากกว่านี้อีก) เรียงตามประเภทอย่างละเอียดซอยข้อมูลผลงานอย่างละเอียดเหมือนเป็นพจนานุกรม มีหลายครั้งผมเอาไว้ดูเป็นประจำเป็นแนวทางในการฟังเพลงของผมในบางวันผ่านทาง CD ในแอพหรือเว็บฟังเพลงและค้นคว้าหาข้อมูลอย่างสังเขปก่อนเปิดหาเพิ่มเติมใน Wikipedia ต่อไป ผมชอบมากถึงกับซื้อเก็บไว้ถึง 2 เล่ม แม้จะเป็นมือสองจากห้องสมุดฝรั่งก็ตามคือมีปกแข็งไว้สะสมและปกอ่อนไว้ใช้งานจริงๆ

    ท้ายสุดนี้ถึงแม้แค็ตตาล็อกเพลงคลาสสิคจากคีตกวีอาจจะไม่ได้สำคัญมากเหมือนกับแค็ตตาล็อกของสิ่งสะสมอย่างแสตมป์หรือแบงก์ก็ตาม อีกทั้งถ้าเป็นคนฟังเพลงทั่วไปหรือแม้แต่นักดนตรีคงไม่ใส่ใจถึงความหมายของมันเหมือนเป็นส่วนเกิน แต่หมายเลขเหล่านี้แหละแสดงให้เห็นผลงานของคีตกวีที่มีมากมาย ถึงแม้ว่าหมายเลขเหล่านี้อาจจะสร้างความสับสนไม่น้อย แต่ผมแนะนำว่ามันสะดวกในการจดจำผลงานทั้งในสูจิบัตร หลังแผ่น CD หรือจำเร็วๆในการฟังวิทยุแล้วเอาไปค้นหาต่อใน Google ก็สะดวกเหมือนกัน

Comments

Popular posts from this blog

Thai Youth Orchestra Overall English Review

Thai Youth Orchestra Overall Review (TYO)

RBSO - A18: Bomsori Kim plays Beethoven Violin Concerto English Review