Thai Youth Orchestra “Good Vibes Concert”

วิจารณ์ Thai Youth Orchestra “Good Vibes Concert”

     ในช่วงก่อนสงกรานต์ที่ผ่านมาในที่สุดผมก็สามารถไปดูคอนเสิร์ตที่อื่นที่ไม่ใช่ศูนย์วัฒนธรรมหรือ RBSO ไม่ได้แสดงในปีนี้แล้ว ในช่วงก่อนที่จะปิดสงกรานต์นั้นจะทำให้ไม่มีคอนเสิร์ตยาวๆถึงปลายเดือนเลยที่เดียว ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดว่าจะไม่เขียนถึงวงนี้ แต่เมื่อคิดไปแล้วคงจะไม่เป็นธรรมนักหากจะเขียนแต่วงใหญ่อย่างเดียวและนี่เป็นการกลับมาแสดงในที่สาธารณะเป็นครั้งแรกในคอนเสิร์ตของวง Thai Youth Orchestra ในช่วงเวลานานนับปีของวงนี้ในรายการ “Good Vibes Concert” ที่จัดที่หอประชุมในมหาวิทยาลัยรังสิต อาจจะมองไม่ผิดนักหากจะบอกว่าที่ศาลาดนตรีสุริยเทพแห่งนี้เหมือนเป็นหอแสดงหลักของวงนี้เนื่องจากได้รับการสนับสนุนโดยอธิการบดีเป็นอย่างดี ภายในหอแสดงนี้มีลักษณะออกแบบไปในทางเดียวกับ MACM ของมหิดลแต่ลักษณะทั่วๆไปและบรรยากาศอาจจะไม่เหมือนกันเลยอาจจะเพราะมีที่นั่งเกิน 2 เท่าและดูเป็นโรงละครมากกว่าจะเป็นเวทีคอนเสิร์ต แม้ว่าจะใหญ่แต่มีการเว้นที่ให้ผู้ชมมากเช่นกันทำให้ในช่วงแรกหาที่นั่งได้ยาก

    ในการแสดงรอบนี้มีการใช้วาทยากร 2 คนโดยแบ่งตามหน้าที่แยกกลุ่มนักดนตรีโดยในผลงานแรกนำโดยณัฐวัฒน์ เลื่อนตามผลและในส่วนที่เหลือนำโดยคนเดิมคืออาจารย์อัครวัฒน์ ศรีณรงค์ โดยนิสัยเดิมๆของเขาก็กลับมาอีกครั้งคือมีการพูดคุยและการบรรยายก่อนฟังค่อนข้างนาน นอกจากนี้ในระหว่างพักการแสดงก็มีการสัมภาษณ์นักดนตรี ไม่ทราบว่าได้แบบอย่างจากใครแต่ทำให้คิดถึงรายการดนตรีคลาสสิกสำหรับเยาวชนของ NPR ที่ชื่อว่า From The Top มากๆ

    ในการแสดงผลงานแรกของคอนเสิร์ตนี้มาจากคีตกวีชาวนอร์เวย์ Edward Grieg คือ Holberg Suite เป็นผลงานสไตล์เซเรเนดที่มีหลายท่อนในลักษณะไม่ซับซ้อนนักที่แสดงให้เห็นถึงธรรมชาติของนอร์เวย์แม้ว่าอาจจะดังเป็นรองจากอีกผลงานคือ Peer Gynt Suite แต่ถ้าเป็นคอเพลงคลาสสิกจะต้องรู้จักอย่างแน่นอน ในการแสดงนี้ณัฐวัฒน์ได้รับหน้าที่นำวงสำรองออกมาเล่นในฉบับสมบูรณ์ ในทันทีที่เริ่มแสดงนั้นเครื่องสายสไตล์ที่สีเครื่องสายอย่างละเอียดก็ปรากฏขึ้นอาจจะด้วยทั้งคู่เป็นนักไวโอลินเป็นพื้นฐาน แต่พอเริ่มบรรเลงไปเรื่อยๆนั้นดูคล้ายว่าเกือบจะหลงทางในการแสดงหลายครั้งโดยเฉพาะในเล่นเสียงที่เบาๆที่ไปในทางอ่อนแรง ปัญหาที่เห็นชัดคือเรื่องการประสานเสียงภายในวงเครื่องสายโดยเฉพาะจากวิโอล่า แม้หัวหน้าวงเป็นคนที่จะต้องแสดงพลังให้มากที่สุดแต่อาจจะยังขาดความสามารถที่มากพอ แต่สุดท้ายก็ปิดการแสดงด้วยความอ่อนช้อยในที่สุด ปัญหาเนื่องจากผลงานแนวนี้มีแนวเสียงที่ชัดเจนไม่ซับซ้อน การจับผิดจึงสามารถเกิดขึ้นได้แม้แต่คนที่ไม่ได้ฟังประจำก็ตามแต่อาจจะโชคดีที่ผู้ปกครองอาจจะไม่เข้าใจมากนัก ก็นับว่าโชคดีไปสำหรับนักดนตรีที่พัฒนาฝีมือให้ดีขึ้นในการแสดงในโอกาสต่อไป

    คราวนี้มาถึงในผลงานหลักของวงจริงกันบ้างในการแสดงต่อไปคือที่นับว่าเป็นผลงานสำหรับเปียโนและวงซิมโฟนีหรือเพลงสไตล์รัสเซียที่ดังที่สุดผลงานหนึ่งอย่าง Piano Concerto No. 2 ของ Sergei Rachmaninoff ผลงานนี้มีการดัดแปลงไปใช้ในเพลงหลายแนวแม้แต่เพลงเพลงป็อป ในคราวนี้ได้เชิญดร.ธารินทร์ สุภประกร มาเล่นเดี่ยวเปียโนในคราวนี้ไม่มีการอ่านโน้ต  ในท่อนแรกเป็นการประเดิมด้วยโน้ตไม่กี่ตัวค่อยๆดัง ดังขึ้นไปเรื่อยๆพร้อมกับวงที่สอดประสานไปด้วยกัน วงยังคงบทบาทเดิมคือไวโอลินสีอย่างละเอียดต่างจากผลงานที่แล้วอย่างสิ้นเชิงแสดงได้ปราณีตเกินกว่าที่บางวงในไทยหลายวงจะเล่นถึงเสียอีก แต่จนบางครั้งเสียงสูงของไวโอลินไปตีกับเสียงเปียโนด้วยซ้ำ  อีกทั้งแม้เปียโนจะเล่นเหมือนกระแทกแต่ก็ยังไม่ใส่อารมณ์มากนักคงเรียกว่าโดดเด่นแต่ก็ยังไม่แตกต่าง ส่วนของเครื่องเป่าแม้จะโดนทั้งสองฝ่ายแย่งเสียงกันแต่พยายามจะตะเกียกตะกายออกมาให้ได้เลยดูไม่แข็งแรงนัก ในส่วนของท่อนที่สองนั้นเป็นการบรรเลงที่ช้าลงเปียโนเล่นปราณีตไปพร้อมๆกับคลาลิเน็ตและเครื่องสายอย่างบรรจง คล้ายกับว่าจะไม่ยอมให้เปียโนได้เด่นอยู่คนเดียว ถึงแม้ว่าจะเล่นช้าแต่เครื่องสายแสดงไม่ผิดพลาดหรือเพี้ยนเลย

    และในท่อนสุดท้ายนี้ต่างฝ่ายต่างประชันกันอย่างพร้อมเพียง อาจจะกระจัดกระจายจนมาถึงท่อนหลังของเพลงที่เจอกับการเล่นเพี้ยนของวิโอล่าแบบเห็นชัด ในตอนนั้นเองถึงได้ทราบว่าวิโอล่าคือจุดอ่อนของวงแต่เพราะมีเชลโล่ค่อยช่วยวงไว้ ในขณะที่เปียโนยังคงบรรเลงไปตามท่อนหลักได้มาตรฐานตามที่ควรจะเป็น ถึงแม้ว่าในช่วงนี้จะแสดงไม่ดังมากก็ตาม หากว่าสุดท้ายแล้วการแสดงเปียโนไม่ได้สมบูรณ์แบบถึงจะไม่เข้มข้นหนักแน่นเหมือนท่อนแรก แต่ก็เขาก็ชี้ให้เห็นว่าความสวยงามของเปียโนเป็นเช่นไรและเห็นว่าเปียโนมีกำลังได้มากเพียงใดหากใส่ในช่วงเวลาที่ถูกที่ถูกทาง ก่อนที่วงจะเล่นอย่างระเบิดเถิดเทิงแล้วปิดท้ายโดยเมโลดี้ที่คุ้นเคยก่อนจะจบผลงานอย่างตระการตาที่สุด ในส่วนของ Encore เขากลับเล่นผลงานเดียวเปียโนที่แปลกจากเพลงออเครตร้าจากหนังการ์ตูนชื่อดัง ลาพิวต้า พลิกตำนานเหนือเวหาในเพลง Carrying You เป็นเพลงที่คาดไม่ถึงเลยบางคนอาจจะได้ดูจากใน Netflix ก็ตามแต่ถ้าผู้ฟังไม่ไหวตัวทันอาจจะไม่ทราบเลยก็เป็นไปได้ เขาเล่นตามโน้ตไม่ได้แปลกแตกต่างแต่อย่างใด เข้าถึงอารมณ์ของเพลงนี้ได้ตามที่หนังต้องการจะสื่อแล้ว

    ในช่วงครึ่งหลังของการแสดงเป็นการเล่นคู่กับนักดนตรีที่เป็นลูกของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนี้อย่าง เดนา อยู่ประเสริฐ ที่ร้องเพลงและเล่นกีตาร์ไฟฟ้าจำนวนหนึ่งแต่ทั้งนี้เนื่องจากผมก็ไม่สันทัดในการฟังเพลงเหล่านี้มากนักจึงขอไม่อธิบายหรือวิจารณ์ใด้ และสุดท้ายผลงานที่เล่นในคอนเสิร์ตนี้คือ Symphony No. 2 ของ Sergei Rachmaninoff ที่หลายครั้งนำมาดัดแปลงเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์หรือเพลงสมัยใหม่ ที่ถึงแม้ว่าผลงานนี้สามารถเลือกที่เล่นไม่อย่างสังเขปแต่วาทยากรอย่างอัครวัฒน์ก็จัดหนักจัดเต็มไม่ยังที่ชั่วโมงเศษๆเลย นับเป็นผลงานมาตรฐานที่ดึงทรัพยากรของผู้เล่นอย่างเต็มที่โดยเฉพาะเครื่องสาย ในท่อนแรกเป็นการเปิดตัวที่เงียบขรึมก่อนจะแสดงอารมณ์ที่มีชีวิตชีวามีพลังที่ซับซ้อน เครื่องลมทองเหลืองที่เป่าดังเอาเรื่องเลยทีเดียวเกือบจะคุมไม่อยู่ เครื่องสายที่เน้นให้ชัดเจนและประสานเสียงให้ดัง

    ในท่อนที่สองนั้นยังคงต่อเนื่องจากท่อนที่แล้ว แต่มีบรรยากาศให้ล่องลอยชวนฝันจึงคุมเสียงไม่ให้ขาดตอนจากที่เล่นอย่างเข้มข้นไปสู่ผ่อนคลายเปิดกว้างแล้ววนซ้ำอีกรอบ และในท่อนที่สามนั้นเพลงได้เล่นช้าลงแต่ช้าได้อย่างลึกซึ้งจนบางคนง่วงนอนเลยทีเดียว ในจุดนี้แสดงได้ดีจนกระทั่งลืมไปเลยว่าเป็นวงเยาวชนเลยที่เดียว เคมีที่ลงตัวของวงทุกเครื่องดนตรีมารวมกันตรงนี้แต่ยังมีเครื่องเป่าก็เตะหูมากเกินไป เป็นความเข้มข้นในสไตล์ที่เรียกว่าเป็นเหมือนวงฟิลลาเดลเฟียเลยก็ได้ ในคอนเสิร์ตนี้ผมชอบท่อนนี้มากที่สุดแสดงว่าเครื่องสายคงเน้นมากเป็นพิเศษ และในท่อนสุดท้ายนี้วงก็กลับมาแสดงความมีชีวิตชีวาอีกครั้งพร้อมกับสร้างจังหวะเร็วช้าสลับกันไป เครื่องสายที่แม้ว่ามีบางช่วงที่หลุดไปก็มีกระจ่างแสดงพลังอีกครั้งอย่างโลดโผน แม้ว่าในช่วงท้ายนี้จะมีการตีกันแต่ก็ไม่แย้งบทบาทกันและเสียงก็ไม่เพี้ยนหรือฟ้องหูเกินไปก่อนจะปิดคอนเสิร์ตนี้อย่างประทับใจอีกครั้ง

    ถ้าจะพูดกันให้แฟร์ๆวงนี้เป็นวงดนตรีเพลงคลาสสิกที่ดีที่สุดของไทยในแง่ของการแสดงเลยก็ว่าได้ เป็นวงที่การบรรเลงที่เข้มข้นและละเอียดที่สุด เปรียบว่าวงนี้เป็นวัดเส้าลินของวงการดนตรีคลาสสิกของไทย โดยรวมแล้วคอนเสิร์ตนี้เป็นการกลับมาของวงที่ตั้งความหวังไว้สูง จุดเด่นหลักๆของวงยังอยู่ที่เครื่องสายที่ทำได้ตามเป้าที่วาทยากรคาดหวังไว้ แม้ว่าวงนี้จะอยู่มานานเปลี่ยนนักดนตรีบ่อยๆตามเวลาที่ผ่านไปที่บางคนกลายเป็นนักดนตรีอาชีพในวงดังต่างๆ อีกทั้งเป็นธรรมชาติของวงเยาวชนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดๆก็ตามมักมีจำนวนการแสดงของวงนั้นน้อยครั้งตามภาระของนักดนตรีที่เน้นที่การเรียนมากกว่าและผู้ชมส่วนใหญ่มักเป็นเพื่อนหรือครอบครัวของนักดนตรีเอง มีไม่เยอะนักที่พูดเต็มปากกว่าเป็นนักฟังเพลงจริงๆ อีกทั้งดังที่เขาได้อธิบายว่าอย่ามองวงนี้เป็นนักดนตรีเด็กแต่เป็นนักดนตรีอาชีพในระดับต้นมากกว่า ผมได้หวังว่าในที่สุดนักดนตรีเหล่านี้จะสามารถพัฒนาฝีมือในระดับดนตรีคลาสสิกตะวันตกต่อไปรึไม่และจะยังยืนหยัดจนสามารถไปเล่นในวงดนตรีที่มีชื่อเสียงในไทยหรือในวงต่างประเทศได้ไม่แพ้ชาติอื่นๆอย่างจีน ญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ได้รึไม่ต้องรอให้เวลามาพิสูจน์อีกครั้งต่อไป

    เนื่องจากในกรณีนี้ผมเขียนได้ละเอียดไปสักหน่อย เนื่องจากการบรรยายการสัมภาษณ์ของวาทยากรและผลงานที่แสดงนั้นมีความยาวที่ยาวมากกว่าปกติการแสดงของวงอื่นๆคือรวมๆกันมากกว่า 3 ชั่วโมง อาจจะไม่เหมาะสำหรับคนที่รักษาเวลาเท่าไร อีกทั้งในคราวนี้ผมได้จดประเด็นสำคัญไว้ระหว่างการแสดงอีกด้วยทำให้ผมต้องการเขียนในสิ่งที่ผมต้องการจะบอกคุณจริงๆโดยไม่ลืมไประหว่างแสดง หากสงสัยในสิ่งที่ผมเขียนสามารถคุยกันได้ครับ และท้ายสุดนี้ถ้าคุณต้องการจะฟังดนตรีคลาสสิกที่เป็นดนตรีจริงๆแล้วคุณสนใจมากพอผมไม่อยากให้คุณพลาดคอนเสิร์ตของวงนี้เลยจริงๆ

สำหรับคะแนนของผมครับเต็มสิบ
  • Edward Grieg - Holberg Suite (6.5)
  • Sergei Rachmaninoff - Piano Concerto No. 2
    • Piano (8.5)
    • Thai Youth Orchestra (8.0)
    • Encore - Joe Hisaishi - Carrying You (8.5)
  • Sergei Rachmaninoff - Symphony No. 2 (9.0)
สำหรับ MVP ในคอนเสิร์ตนี้ผมยกให้กับเชลโล

Comments

Popular posts from this blog

Thai Youth Orchestra Overall English Review

Thai Youth Orchestra Overall Review (TYO)

RBSO - A18: Bomsori Kim plays Beethoven Violin Concerto English Review