4’33’’ ในแง่ของการตีความตามหลักพุทธรรมเถรวาท
ในช่วงที่เข้ามาถึงวันสำคัญทางพุทธศาสนาอย่างในวันนี้แล้วอย่างวิสาขบูชา ผมคิดถึงบทเพลงคลาสสิกที่เงียบที่สุดอย่าง 4’33’’ (อ่านว่า 4 นาที 33 วินาที) ของ John Cage โดยการอยู่กับเครื่องดนตรี (หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้) และไม่ทำอะไรเลยจนถึงเวลาตามชื่อเพลง แม้จะมีการกำหนดองค์ประกอบหลายก็ตามนับเป็นผลงานที่สร้างปัญหาจนเป็นที่ถกเถียงในวงการดนตรีตลอดมาที่ถึงแม้ว่าจริงๆแล้วผลงานของเขาหลายชิ้นมีเรื่องเวลาและปรัชญาเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะมากๆก็ตาม แม้ว่าในผลงานนี้ Cage จะอ้างอิงแนวคิดกับนิกายเซนที่เป็นสาขาหนึ่งของพุทธศาสนานิกายมหายานก็ตาม แต่เราก็สามารถทำความเข้าใจกับผลงานนี้ด้วยหลักพุทธศาสนาเถรวาทได้เช่นกัน หากคุณนำแนวคิดเหล่านี้มาปรับใช้ในการฟัง (หรืออีกนัยหนึ่งคือการทำสมาธิ) คุณจะได้คุณค่าในทางศาสนาพุทธไม่แพ้จากการเทศน์จากภิกษุหรืออ่านในพระไตรปิฎกเลยและต่อไปนี้ผมขอนำเสนอ 4’33’’ ในแง่ของการตีความตามหลักพุทธรรมเถรวาท
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าเราฟังเพลงได้อย่างไรก่อน คือแท้จริงแล้วเสียงที่เราฟังนั่นเป็นการสั่นสะเทือนผ่านตัวกลางอย่างอากาศหรือพื้น อาจจะชนกับผนังแล้วสิ่งต่างๆก่อนมาถึงหูของเราทำให้เราเกิดอารมณ์และความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ยินขึ้นไม่ว่าเสียงนั้นเป็นเสียงอะไร เพราะเสียงที่เป็นส่วนหนึ่งของอายตนะภายนอกทั้ง 5 ที่คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ ซึ่งเราคนทั่วไปสัมผัสเกือบทั้งหมดยกเว้นการรับรส ในกรณีที่สำคัญที่สุดคือทางหูเป็นการสัมผัสนับเป็นวิญญาณหรือนับเป็นจิตก็ได้ เมื่อสัมผัสถึงสิ่งที่เรารู้สึกอยู่นั้นกลายเป็นกายิกเวทนาอันเป็นรูปหมายถึงเวทนาทางกายเพราะเป็นสิ่งที่กระทบเข้ามาในความรู้สึกนับว่าเป็นกรรม ในมุมมองของผู้ฟังต้องเข้าใจก่อนว่าการแสดงในทุกอย่างรวมถึงแสดงดนตรีก็นับว่าเป็นกรรมอย่างหนึ่ง เมื่อการกระทำหายไปกรรมนั้นก็ไม่เกิดขึ้น ดังนั้นเสียงก็จะไม่เกิดขึ้นด้วยทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจเช่นกัน และเมื่อเสียงทั้งหมดเหล่านี้หายไปความรู้สึกที่มีต่อเสียงดนตรีหรือจิตรู้สึกปรุงแต่งนั้นก็ไม่เกิดขึ้นตามไปด้วย อันเป็นหลักการที่เป็นเหตุและผลที่สำคัญมากที่สุดคืออิทัปปัจจยตา ในเมื่อไม่ยึดติดจะสามารถปล่อยวางได้ก็นับว่าเป็นความว่างในจิตเป็นความสงบอย่างยิ่งในภาษาพระคือคำว่าสุญญตา แล้วการที่เราฟังความเงียบจึงทำให้เราไม่ได้รู้สึกปรุงแต่งอะไรกับเสียงเหล่านั้น จึงทำให้เรารู้จักกับจิตว่างหรือสุญญตาหมายถึงการมุ่งไปสู่ความสงบของจิตใจอันเป็นสมาธิแล้วเป็นความเย็นและสงบอย่างยิ่ง อันเป็นศูนย์กลางของหลักปรัชญาทางพุทธศาสนาคือนิพพาน
โดยปกติหากเราฟังเพลงแล้วเรารู้สึกซาบซึ้ง ชอบ ไม่ชอบ เกลียด หรือรู้สึกอะไรก็แล้วแต่ จนเป็นปัจจัยหรือเคยชินไป หากเมื่อฟังความเงียบสงบอย่างผลงานนี้ก็อาจจะรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง หรือแม้ในบางกรณีบางคนอาจจะไม่สามารถทำความเข้าใจกับเสียงที่เงียบขนานนี้ได้อาจจะเพราะมีเสียงรบกวนในหูบ้างอันเป็นอาการป่วยในร่างกายไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การฟังความเงียบคือการฟังความไม่เคลื่อนไหวหรือเรียกว่ากรรมและเมื่อหยุดการกระทำกรรมนั้นจะหมดไปด้วย เช่นการเล่นดนตรีเมื่อหยุดเล่นดนตรีเสียงก็หยุดลงตาม นำมาเป็นหลักการเดียวกันกับทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วที่ในทางศาสนาพุทธนั้นถือว่าการกระทำทุกสิ่งเป็นกรรมไม่ว่าดีหรือเลวก็ไม่สามารถพ้นทุกข์ได้ฉะนั้นการหลุดพ้นจึงต้องไม่หลงไปกับการทำกรรมต่างๆด้วย การชดใช้กรรมไม่ใช่กรรมชั่วอย่างเดียวกรรมดีก็เช่นกันมันก็มีสิ่งสืบเนื่องวนเวียนไป และเมื่อกรรมวนเวียนอยู่เรื่อยไปสิ่งสืบเนื่องก็เกิดต่อเนื่องไปแล้วเมื่อในที่สุดมันก็จะวนเวียนกลับที่มาที่เดิมไม่รู้จักจบสิ้นแนวคิดนี้นี่ถือเป็นหลักที่สำคัญที่สุดอีกอย่างของหลักพุทธธรรมคือปฏิจจสมุปบาท (นี่อาจจะเป็นหลักพุทธที่อธิบายความพึงพอใจที่ฟังเพลงซ้ำๆโดยไม่เบื่อได้เช่นกัน)
แต่ไม่ใช่ว่าทุกเสียงที่เรารับฟังเหล่านี้จะนำไปสู่ความทุกข์ เพราะแท้จริงแล้วมันคือความคิดที่มีต่อเสียงเสียงนั้นและทุกข์ต่างๆในที่นี้ไม่ได้เกิดจากความไม่พอใจเพียงอย่างเดียว แต่ก็เกิดเพราะขาดจากความพึงพอใจต่อมันเมื่อเจอกับความไม่มีเสียงก็จะคิดถึงความทรงจำที่เกี่ยวกับดนตรีนั้นอันเป็นสัญญาด้วยทำให้เป็นทุกข์ที่จะต้องการอีก แต่กระบวนการเหล่านี้ทั้งหมดไม่เกิดขึ้นหากคุณฟังในความเงียบเหล่านั้นโดยตลอด หากแต่ว่ามันเป็นเพียงชั่วขณะมันไม่มีอยู่จริงโดยเฉพาะเสียงต่างๆเช่นเพลงหรือดนตรี ความเงียบก็เช่นกันไม่เคยเงียบที่แท้จริงเลยหรือที่เรียกอีกอย่างว่าเป็นอนัตตา
ในขณะที่เราฟังทุกอย่างความคิดมันจะเกิดขึ้นและรู้สึกกับมันก่อนที่มันจะจบลง เราอาจจะได้คุ้นชินกับคำกล่าวที่ว่าเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป ในทางพุทธศาสนาจะมองว่าสิ่งนี้นับเป็น "ชาติ" ไม่ใช่การที่รับรู้ของชีวิตและสลายตายไปแต่เป็นการตั้งอยู่ของจิต เมื่อเราฟังเสียงไม่ว่าจะเสียงใดก็ตามที่เกิดขึ้นในระหว่างการแสดงที่มีเสียงและไม่มีเสียงจิตจะเกิดดับอยู่เรื่อยไปไม่ใช่เพียงเป็นชีวิตที่ตื่นขึ้นมาและนอนไป หรือแม้ว่าความเงียบสงบหรือเสียงอะไรไม่ว่าเสียงใดเกิดขึ้นต่อไปหรือความคิดที่คิดต่อเนื่องจากที่เกิดขึ้นระหว่างฟังก็ตามจะนับเป็นชาติเสมอในการฟังเพลงนี้หรือเพลงอื่นๆอาจจะเกิดลักษณะที่เป็นชาติเป็นสิบเป็นร้อยในหนึ่งวันอาจจะมีเป็นพันหรือล้านก็ได้ ซึ่งตุ่มบนเศรียรพระพุทธรูปก็เป็นการเปรียบถึงความคิดที่เกิดดับเรื่อยไปไม่รู้จบ
เสียงที่ได้ฟังอาจจะไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับเวลาและสถานที่อีกทั้งในการแสดงผลงานนี้ ความเป็นจริงนั้นไม่ว่าเราจะเป็นผู้แสดงหรือว่าเป็นผู้ฟังแต่สิ่งหนึ่งที่เจอเหมือนกันคือเพ็งสมาธิต่อจุดใดจุดนึ่งหรือเพ่งอารมณ์ผู้ชมต่อผู้แสดงหรือผู้แสดงที่มีต่อเครื่องดนตรีนั้นๆ เราจะเรียกในทางพุทธว่าเป็นกสิณอีกอย่างที่นับว่าเป็นฌานที่เข้าถึงได้ง่ายรูปแบบนึงที่คุณกำลังเพิ่งเข้าหาหรือรวมสติเข้าหาสิ่งสิ่งเดียว เมื่อไม่มีการแสดงใดๆเกิดขึ้นจิตจึงเพิ่งอยู่แค่เสียงๆเดียวคือความเงียบเท่านั้นไม่มีเสียงอื่น เมื่อจิตรวมเป็นหนึ่งไม่ว่าเพ็งไปที่ตัวผู้แสดงหรือไปที่เสียงก็ตามจะเกิดเป็นสมาธิที่สงบ
สุดท้ายนี้ถึงแม้ว่าบทความนี้ฟังดูอาจจะเข้าใจยาก แต่ผลงานนี้สอนเรื่องที่สำคัญที่สุดคือความเงียบนับเป็นเสียงๆหนึ่ง เมื่อฟังแล้วตระหนักถึงความสำคัญของความเงียบเหล่านั้น หากรู้สึกถึงสิ่งใดให้คิดวิเคราะห์หรือเพียงแค่รับรู้ถึงสิ่งๆนั้นแล้วผ่านไปก็เป็นพอก็นับว่าบรรลุวัตถุประสงค์ของผลงานชิ้นนี้แล้ว และทั้งนี้ผมได้อ่านวิจารณ์ดนตรีของนักวิจารณ์ชื่อดังของไทย(ที่มีคนเดียว) ที่หลายครั้งชอบเขียนโยงกับพุทธศาสนาเป็นประจำแต่เท่าที่อ่านๆมาและค้นหาก็ยังไม่เจองานของเขาที่เอ่ยถึงเรื่องนี้เลยผมจึงถือโอกาสนี้เขียนในสไตล์ทางที่เขาถนัดเลยแล้วกัน หากว่าผมมีโอกาสทำความเข้าใจมากกว่าในปีหน้าอาจจะเขียนขยายความถึงเรื่องนี้ได้ครับ
Comments
Post a Comment