เมื่อนานมาแล้วผมได้ยินข่าวการแสดงอุปรากรสัญชาติไทยและ Symphony โดยคีตกวีไทยแสดงมากขึ้น แล้วรวมไปถึงการจ้างคีตกวีต่างชาติเพื่อสร้างอุปรากรที่แต่งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ซึ่งที่จริงๆแล้วผมน่าจะกล่าวโดยรวมๆว่าผลงานเหล่านี้เป็นงานดนตรีคลาสสิคตะวันตกสไตล์ไทยคงจะไม่ผิดนัก และจริงๆแล้วเนื้อหาส่วนนี้ผมอยากจะพูดถึงมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสเขียนถึงอย่างจริงๆจังเลย นับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาตลอดจนถึงช่วงต้นปีนี้ผมมีโอกาสได้ฟังผลงาน Symphony ที่แต่งโดยคนไทยเป็นจำนวนไม่น้อยเลยมีทั้งแย่ไปจนถึงพอยอมรับได้ อีกทั้งได้ยินข่าวว่ามีอาจารย์ท่านนึงที่ได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติสาขาแต่งเพลงคลาสสิก (ที่ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าคนนี้เป็นคนแรกที่ได้รับรางวัลในสาขานี้หรือไม่ แต่คาดว่าในตอนนี้เขาคงเป็นคนเดียวที่อยู่) ต่อไปนี้ผมเลยอยากจะพูดถึงเรื่องความคิดของผมที่มีต่อผลงานซิมโฟนีจากคีตกวีไทย
เป็นที่แน่นอนว่าเนื่องจากเพลงคลาสสิกมันเป็นศาสตร์จากยุโรปตะวันตก ดังนั้นผลงานของคีตกวีไทยจึงมีในสมัยหลังมากๆแล้วที่มาจากนักประพันธ์มีโอกาสได้ทำการศึกษาวิชาความรู้รวมไปถึงประพันธ์เพลงจากต่างประเทศมาก่อนจะมาทำงานที่ประเทศไทยและเริ่มแต่งเพลงในรูปแบบของเพลงคลาสสิกที่เกี่ยวกับเมืองไทยมากขึ้น โดยหลักๆแล้วผลงานที่ได้ยินส่วนใหญ่แต่งเพื่อเอาใจเชื้อพระวงศ์หรือแต่งเพื่อเน้นถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยที่รัฐบาลส่งเสริม (จะพูดให้ง่ายๆคือแต่งเพื่อเอาใจรัฐบาลไทยอย่างมาก) จึงมีไม่เยอะนักที่มีผลงานเพื่อแสดงวาทศิลป์ของตัวเอง อาจเพราะง่ายกว่าที่ได้รับการสนับสนุนให้ออกแสดงแต่ผมมองว่ามันไม่มีคุณค่าให้คนภายนอกมากนัก เหตุผลหลักคือการแสดงเหล่านี้มันไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในผลงานนั้นเลย เช่น ไม่มีความท้าทายในเนื้อหา ไม่น่าจดจำ การนำมาใช่ไม่ถูกวัตถุประสงค์และการนำเพลงไทยโบราณเอามารวมเป็นส่วนหนึ่ง เป็นต้น
จะว่าไปแล้วในช่วงเวลาหนึ่งที่วงออร์เคสตราวงหนึ่งที่มีนโยบายเอาเพลงไทยโบราณมาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่เพื่อใช้เป็นเพลงโหมโรงสำหรับวงออร์เคสตรานั้นในแต่ละคอนเสิร์ต ถึงแม้ว่ามันเป็นไอเดียที่แปลกดีแต่ผมก็ไม่ชอบที่จะเอาแนวคิดนี้มาเป็นนโยบายหลักในการแสดงของวงออร์เคสตรานั้นเลย นับตั้งแต่อดีตคณบดียังอยู่ในตำแหน่งจนออกไปแล้วก็ตามเพราะผมมองว่าผลงานเหล่านี้ไม่ได้ถูกแสดงอย่างถูกวัตถุประสงค์นัก ถึงแม้ว่าจะมีเจตนาดีไม่ให้เพลงเหล่านี้สูญหายไปก็ตามแต่ลักษณะการประพันธ์เพลงแบบไทยโบราณมันก็แตกต่างจากรูปแบบสากลมาก ทำให้ยากที่ดัดแปลงเรียบเรียงและไม่ง่ายที่จะทำความเข้าใจไม่ว่าจะกับผู้ฟังกลุ่มไหนเลย ทำให้กลายเป็นผลงานที่แสดงในระยะสั้นกล่าวคือผลงานเหล่านี้มันอาจจะแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ อาจจะเพื่อบันทึกเสียงครั้งสองครั้งแล้วก็หายไปไม่มีใครสนใจนำมาแสดงต่ออีกเลย
ผมจึงขอออกความคิดเห็นบ้างแม้ว่าความคิดของผมอาจจะเป็นแค่ส่วนเล็กๆที่จะบอกถึงคีตกวีไทยเหล่านี้ให้แต่งเพลงที่มีความหมายมากไปกว่านั้น หากว่าไม่สามารถแต่งเพลงเป็นดนตรีบริสุทธิ์ให้ได้ก่อนแล้ว เพราะที่ผ่านมาผลงานคีตกวีไทยล้วนออกไปในลักษณะของ Tone Poem มากกว่าผลงานออร์เคสตราประเภทอื่นๆ รองลงมาคืออุปรากรที่ดัดแปลงจากผลงานวรรณกรรมอื่นๆเหมือนกัน (เช่น ทศชาติชาดก) ที่ผมมองว่ามันแปลกเกินไป
ผมคาดหวังมาเสมอว่าผลงานดนตรีคลาสสิกจากคีตกวีไทยควรเป็นผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองจริงๆ กล่าวคือไม่เอาทำนองหรือโครงทำนองจากเพลงไทยเดิมหรือเพลงโบราณแทบเอเชียอาคเนย์มาดัดแปลงเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของผลงานใหม่หรือแม้แต่ต่อยอดจากผลงานตัวเองแท้ๆก็ตาม เพราะผมมองว่ามันเป็นการลอกแบบผลงานของคนอื่นมาดัดแปลงเป็นของตัวเอง มันอาจจะไม่ผิดต่อผลงานของเจ้าของเดิม(หากมี) แต่มันก็ไม่มีเพลงที่มีจินตนาการมาพอให้รู้สึกประทับใจให้ฟังอีก ผลงานดั้งเดิมย่อมดีกว่าเป็นรู้จักมากกว่า ผมอยากให้คีตกวีไทยนำแนวคิดเรื่องผลงานที่พูดถึงความเป็นไทยที่แท้จริงๆอาจจะเกี่ยวกับชาวบ้านหรือวิถีชีวิตของชาวบ้านหรือแม้แต่ภูมิลำเนามาเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งโดยที่ไม่ใช่ทำนองเพลงพื้นบ้านมาเกี่ยวข้องด้วย อย่างมากอาจจะมีชื่อผลงานเพื่อพูดถึงเนื้อหาของชาติไทยที่เป็นแนวคิดชาตินิยมในสมัยโรแมนติกตอนปลาย ผมสามารถจะยกตัวอย่างได้ดังนี้
- Symphony ชาวนา อาจจะเขียนถึงความร้อนแรงของแดก พูดถึงน้ำ สายฝน เสียงข้าว ความสามัคคีของชาวนา เป็นต้น
- Symphony เชียงใหม่ อาจจะพูดถึงลมหนาว ประวัติศาสตร์ของชาวล้านนา หุบเขา วิถีชีวิตของชาวเขา เป็นต้น
- Tone Poem สงกรานต์ที่อาจจะในนึกถึงเสียงของน้ำไหล น้ำกระจาย เสียงของน้ำที่ไปกระแทกกับสิ่งต่างๆรวมไปถึงผู้คน และความสุขจากการรดน้ำเป็นต้น
ถึงแม้ว่าในตอนนี้มีผลงานที่เป็นผลงานใหม่จริงๆจากคีตกวีบางคนออกแสดงมากขึ้นในวงเดียวกับวงที่เคยชอบเล่นเพลงไทยเดิม แต่ผมหวังว่าเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมให้มีคนเล่นผลงานเหล่านี้มากขึ้นก็คือการแต่งให้ผู้ฟังที่เป็นเป้าหมายรู้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับตัวพวกเขา ในทำนองที่สื่อถึงพวกเขาจริงๆหลีกเลี่ยงแนวเพลงที่ทดลองในแบบมินิมอลมากนัก เพราะมันคงยากที่จะเข้าใจและแข่งกับระดับสากลได้ยาก หากเป็นดนตรีบริสุทธิ์ไม่ควรผูกมัดกับดนตรีใดๆควรเป็นดนตรีที่แต่งเป็นตัวของตัวเองไปเลย แม้ความคิดเห็นของผมอาจจะเป็นส่วนน้อยแต่ก็หวังว่ามันจะส่งต่อถึงคีตกวีไทยบ้างครับ ขอบคุณครับ
Comments
Post a Comment