รูปแบบการแข่งขันดนตรีและการตัดสินในดนตรีคลาสสิค

    เมื่อช่วงเดือนตุลาคมปีที่แล้วผมได้เขียนบอกเล่าถึงความรู้สึกของผมที่มีระหว่างดูการแข่งขัน International Chopin Piano Competition ทาง YouTube ซึ่งถึงกันว่าเป็นรายการที่สำคัญที่สุดรายการหนึ่งในการแข่งขันเปียโน เปรียบได้กับการแข่งชิงแชมป์โลกเลยก็ว่าได้ ผมเขียนถึงเรื่องนี้โดยตลอดและได้รับการตอบรับที่สูงกว่าที่ผมคาดคิดไว้เยอะและในคราวนี้ที่การแข่งขันที่สำคัญอีกรายการนึงที่ได้เริ่มต้นไปแล้วอย่าง Van Cliburn International Piano Competition ถึงเป็นรายการเปียโนที่สำคัญที่สุดภายในสหรัฐอเมริกาอีกรายการหนึ่งที่สามารถดูทาง YouTube ได้เช่นกัน ถึงแม้ว่านักดนตรีหลายคนจะสามารถมีชื่อเสียงในระดับสากลได้หลายวิธีในอดีต แต่ในปัจจุบันวิธีการที่เป็นใบเบิกทางการนักดนตรีสายเดี่ยวโดยเฉพาะเปียโนและวิโอลินที่ดีที่สุดคือการชนะหรือการทำผลงานได้ดีต่อเนื่องในรายการแข่งขันดนตรีในรายการสำคัญๆ ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะคิดว่ารายการแข่งขันดนตรีในการแข่งขันระดับสากลจะสร้างชื่อให้เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงอย่างรวดเร็วนี้จะดีกว่าการเป็นนักดนตรีวงทั่วๆไป แต่หลายครั้งนักดนตรีผู้ชนะเหล่านั้นก็ไม่ได้ประกันความสำเร็จและอาจไม่ได้มีชื่อเสียงยาวนานเหมือนกับที่ผู้ชนะในอดีต อีกทั้งรูปแบบ กติกา และกระบวนการแข่งขันมีความเข้มข้นและกดดันสูงจนทำให้นักดนตรีหลายคนไม่กลับไปเล่นดนตรีอีกเลย รายการเหล่านี้คือตัวชี้วัดระดับความสามารถของวงการดนตรีคลาสสิกในแต่ละประเทศและเป็นตัวบ่งบอกอนาคตของวงการดนตรีคลาสสิกโดยรวม ในคราวนี้ผมจะพูดถึงรูปแบบการแข่งขันดนตรีและการตัดสินในดนตรีคลาสสิค


    รายการแข่งขันดนตรีในดนตรีคลาสสิคมีแนวทางที่ชัดเจนในการแข่งขันแต่แตกต่างจากการประกวดร้องเพลงในเวทีสมัยใหม่ ในบางรายการอาจจะแข่งขันเครื่องดนตรีชนิดเดียวกับคีตกวีคนเดียวอย่างโชแปงหรือจะหลายเครื่องดนตรีและมีหลายผู้ประพันธ์อย่าง Queen Elisabeth Competition ก็เป็นได้ โดยรายการเหล่านี้มีช่วงระยะเวลาการจัดที่แน่นอนเป็นประจำทุก 2-5 ปี แม้รายการสากลเหล่านี้ไม่ได้กำหนดตายตัวว่ามีความสำคัญระดับใดในแง่ของภูมิภาค แต่จากประวัติที่ยาวนานรวมถึงความสำเร็จของผู้ชนะในภายหลังทำให้เปรียบเทียบได้ว่าเป็นรายการที่สำคัญมากเพียงใด

    โดยทั่วไปแล้วก่อนจะถึงการแข่งขันในรอบจริงนั้นโดยในขั้นต้นเริ่มจากการรับสมัครโดยได้รับการรับรองจากอาจารย์หรือสถาบันดนตรีที่ได้รับการยอมรับ และจากนั้นจึงเป็นการออดิดชั่นโดยเริ่มจากการส่งเทปวิดีโอบันทึกการแสดงของตนส่งให้กับคณะกรรมการ ในบางรายการอาจจะมีรอบคัดเลือก 2 รอบเลยก็ได้ โดยหากว่าผ่านการคัดเลือกเทปวิดิโอแล้วอาจจะต้องแสดงในรอบคัดเลือกต่อหน้ากรรมการจริงก่อน และจะประกาศผู้เข้าแข่งขันในรอบจริงที่โดยทั่วไปจะไม่ต่ำกว่า 20 คนแต่ไม่เกิน 40 คนในแต่ละประเภท ทั้งหมดมาร่วมกับเก็บตัวและฝึกซ้อมก่อนการแข่งขันในที่แห่งเดียว ในทั้งนี้ตลอดการแข่งขันจะใช้การจับสลากสุ่มผู้เข้าแข่งขันก่อนแสดง ทั้งนี้การแข่งขันทั้งหมดนี้มีการจำกัดเวลาแสดง การแสดงทั้งหมดต้องจำจากความทรงจำทั้งหมดและการเล่นซ้ำทำนองแล้วแต่ผู้เข้าแข่งขันที่ในกติกาส่วนใหญ่ไม่ได้กำหนดตายตัว ในแต่ละรอบจะคัดออกครึ่งต่อครึ่งจนอาจจะเหลือไม่ถึง 5 คนในการประกาศผลก็ได้

    โดยปกติแล้วรูปแบบการแข่งขันในแต่ละรายการจะคล้ายๆกัน ในแต่ละรายการหลักๆมักจะมี 3 รอบโดยที่เล่นผลงานไม่ซ้ำกัน โดยแบ่งช่วงเวลาการแสดงตลอดวันต่อเนื่องไปจนจบการแข่งขัน ในบางรายการในรอบท้ายๆอาจจะแบ่งการแสดงเป็น 2 ช่วง ในแต่ละรอบมีรายละเอียดมีดังนี้
  1. รอบแสดงเบื้องต้น จะมีชุดการแสดงกำหนดไว้ก่อนมักจะเล่นเป็นบางท่อน อาจมีบางผลงานจะต้องเล่นเหมือนกัน ในบางผลงานสามารถเลือกจากที่กำหนดไว้ที่มีหลายชุด อาจจะเลือกผลงานจากคีตกวีบางคนโดยเฉพาะได้ มักเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความซับซ้อนจะแสดงให้ห้องที่ไม่ใหญ่นัก
  2. รอบแสดงเต็ม คล้ายกับรอบที่แล้วแต่ต่างที่มักจะนำเอาผลงาน 2-3 ชิ้นที่ต้องเล่นโดยสมบูรณ์ไม่ว่าจะมีกี่ท่อนก็ตามจากที่กำหนดไว้ให้ ในบางการแข่งขันอาจจะมีผลงานใหม่สำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะก็ได้ โดยทั่วไปแล้วอาจจะเล่นผลงานอิสระให้สอดคล้องตามกติกาได้บ้างแต่ต้องแจ้งให้กรรมการทราบก่อนเพื่อให้เล่นครบกำหนดเวลา จะเน้นที่ลีลาความสวยงามในการแสดงมากและแสดงความเป็นตัวตนของผู้เข้าแข่งขันมากขึ้น
  3. รอบชิงชนะเลิศ จะเป็นการแสดงคอนเชร์โต้โดยแสดงควบคู่กับวงออร์เคสตราและวาทยากร อาจจะเลือกผลงานการแสดงได้ไม่มากนักและบางรายการอาจจะแสดงมากกว่า 1 ผลงานใน 1 รอบการแสดงก็ได้ ในรอบนี้จะมีผู้ชมเข้ามาเป็นจำนวนมากเพราะแข่งขันในหอแสดงใหญ่ เป็นรอบที่สำคัญที่สุดเพราะจะเป็นการชี้เป็นชี้ตายของการตัดสินเลยทีเดียว

    รูปแบบการตัดสินจริงๆแล้วมีหลายวิธีตามความเหมาะสมในแต่ละรายการ (ตั้งแต่ค่าเฉลี่ยคะแนนเต็ม 10 หรือการลงว่าชอบหรือไม่ชอบ) แต่สิ่งที่สำคัญคือการพูดคุยและปรึกษาระหว่างคณะกรรมการที่ส่วนใหญ่เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงก่อนการตัดสินว่าผู้เข้าแข่งขันจะผ่านเข้ารอบต่อไปรึไม่โดยเฉพาะมีการพิจารณาในรอบที่ผ่านมาเพื่อตัดสินผู้ชนะ มีหลายครั้งที่กรรมการมีปัญหาในการตัดสินหลายครั้ง แต่เมื่อผลออกมานั้นคือมติที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ในการประกาศผลหลายครั้งจำนวนผู้ได้รับรางวัลไม่แน่นอน ในหลายครั้งไม่มีผู้ชนะในรายการนั้น โดยรางวัลที่ได้หลักๆแล้วคือเหรียญรางวัล เงินรางวัลและใบประกาศนียบัตร แต่สิ่งที่มีค่ามากๆคือการได้รับการดูแลจากองค์กรการแข่งขันเพื่อจัดการแสดงให้กับผู้ได้รางวัลตามสัญญาที่กำหนด(คล้ายๆกับการประกวดนางงามก็ได้) เป็นสิ่งที่สร้างชื่อให้นักดนตรีคนนั้นไปตลอดชีวิต นอกจากนี้ยังอาจจะมีรางวัลเสริมจากผู้สนับสนุนการแข่งขันอีกด้วย

    ปัญหาสำคัญของนักดนตรีไทยมีโอกาสน้อยในการแข่งขันเวทีโลกนั้นคือนอกจากความไม่พร้อมในด้านของความสามารถโดยรวมและสังคมวัฒนธรรมไทยที่ไม่ส่งเสริมนักดนตรีเพราะว่ามันเป็นเรื่องเต้นกินรำกินแล้วทำให้มีนักดนตรีถูกตัดโอกาส อีกปัญหาที่น่าคบคิดคือเรื่องของการเมืองในโลกของดนตรีสากลทั้งภายในไทยและระหว่างประเทศที่ค่อยขัดโอกาสในการส่งเสริมให้ไปแข่งขันรายการต่างๆ เมื่อคิดแบบั้นก็น่าเสียดายเพราะไทยคงเป็นไม่กี่ประเทศที่มีนักดนตรีคลาสสิกมากกว่าจำนวนผู้ฟังเสียอีก หากคุณสนใจแนวคิดเกี่ยวกับการแข่งขันดนตรีคลาสสิกแบบเข้าใจไม่ยากสามารถดูอนิเมเรื่อง Piano no mori หรือวัยกระเตาะ ตึ่ง ตึง ตึ๊ง ทาง NETFLIX ได้ (เสียดายหนังสือการ์ตูนออกไม่จบ) สุดท้ายนี้แม้ว่าการแข่งขันนี้มันเหมือนการแข่งขันที่ไม่ค่อยรับรู้มากนักอีกทั้งสำหรับบุคคลทั่วไปนี่อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่สนุกเท่ากับการแข่งขันกีฬาระดับโลก แต่ผมเชื่อว่านักดนตรีหลายคนก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติได้หลากหลายวิธีและอย่างน้อยนี่คือหนึ่งในวิธีการเหล่านั้น

Comments

Popular posts from this blog

Thai Youth Orchestra Overall English Review

Thai Youth Orchestra Overall Review (TYO)

RBSO - A18: Bomsori Kim plays Beethoven Violin Concerto English Review