วิจารณ์ TPO : Metropolis

    เป็นการกลับมาที่นี้เป็นครั้งแรกในรอบครึ่งปีเลยทีเดียวในช่วงบ่ายวันเสาร์กลางเดือน หลังจากที่ผมประสบปัญหาในการเดินทางมาที่นี่มากมายถึงในเรื่องการงานและเรื่องส่วนตัวรวมถึงโรคระบาดกับวง Thailand Philharmonic Orchestra (TPO จะเรียกนับจากนี้) ในคอนเสิร์ตที่นำเสนอผลงานร่วมสมัยจากคีตกวีชาวอเมริกันทั้งหมดซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ปกตินักเพราะนอกจากคีตกวีชาวไทยโดยเฉพาะจากคณบดีเองแล้ว สำหรับผลงานต่างชาติอย่าว่าแต่คีตกวีที่มีชีวิตอยู่เลย ผลงานร่วมสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไม่ค่อยจะนำมาแสดงในประเทศไทยเท่าไหร่นัก คงจะมีปัญหามีเรื่องของลิขสิทธิ์เป็นหลัก

    ในส่วนของบรรยากาศนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจนักที่คราวนี้ทางวงเชิญ(หรือจะเรียกว่าเกณฑ์คนดี) ทั้งนักเรียน นักศึกษา และนักเรียนทหารมานั่งฟังด้วยครับ! แม้จะไม่ได้ฟังมานานแล้วแต่ว่าความรู้สึกเดิมๆในวงนี้ก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม โดยสมาชิกที่เคยหายไปก็กลับมา แต่ก็มีสมาชิกหน้าใหม่เข้ามาบ้าง เป็นปกติของวงที่มีก่อนการแสดงจะมี Pre-Concert Talk โดยอาจารย์ของคณะคือ ธนพล เศตะพราหมณ์ มาอธิบายถึงแนวคิดการประพันธ์ในช่วงยุคเพลงร่วมสมัยซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจในการอธิบายมาก ๆ และหลังจากจบบรรยายไม่นานนักจึงเริ่มการแสดงที่ภมรพรรณ โกมลภมร ที่นับเป็นวาทยากรประจำวงที่มากำกับมากกว่าหัวหน้าวาทยากรเสียอีกมากำกับอีกครั้ง ที่ผลงานในวันนี้วาทยากรสาวอาจจะมีความผูกพันอยู่บ้างไม่น้อยเพราะงานทั้งหมดนี้ล้วนประพันธ์โดยชาวอเมริกัน ประเทศที่เธอสำเร็จการศึกษามาและเป็นผลงานที่มีเครื่องเป่าทองเหลืองเป็นตัวขับเคลื่อนหลักโดยที่เธอเคยเป็นนักทรัมเป็ตมาก่อน

    ในผลงานแรกคือ Short Ride In a Fast Machine ของ John Adams ที่ต้องเล่นอย่างดุดันในเวลาราวๆ 5 นาที หากใครค้นหาชื่อนี้ใน Google จะพบว่ามีคลิปเล่นผลงานนี้มากมายแต่ที่เป็นที่นิยมคือการกำกับวงโดย Marin Alsop ที่เป็นต้นแบบของภมรพรรณ ในงาน BBC Proms ปี 2014 แล้วนั้นอาจจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่เธออยากกำกับผลงานนี้บ้าง เริ่มด้วยเสียงเคาะตามเครื่องเป่าที่เล่นช้ากว่าที่คิด 1 นาที เครื่องสายที่ไม่ดุดันมากอย่างที่คิด แต่มันก็ใส่พลังอย่างเต็มที่แล้ว ในช่วงที่มีจังหวะต่อสู้กันยังมีการผ่อนอยู่บ้างก่อนจะเริ่มเร่งเครื่อง งานนี้เน้นการใช้พลังเครื่องเป่ามากโดยเฉพาะเครื่องทองเหลืองที่ผมมองว่าสอบผ่านในระยะเวลาสั้นๆ จนในที่สุดก็มารวมพลังส่งเป็นพลังพุ่งจบในโน้ตสุดท้าย แม้ว่ามันจะช้ากว่าที่คิดไว้ไม่กระชากเท่าที่ต้องการแต่ทุกอย่างผ่านทั้งหมดไม่ต้องสงสัยเลย

    ในผลงานต่อมาเป็นที่น่าแปลกใจที่ว่าผลงานเครื่องลงทองเหลือสำหรับออร์เคสตรามีในช่วงยุคร่วมสมัย อย่าว่าจะมีผลงานกับออร์เคสตราเลย งานของตัวเองจริง ๆ ยังไม่ค่อยมี ดังนั้นสำหรับยูโฟเนียมที่บทบาทสำคัญน้อยกว่าทูบายิ่งหายากเข้าไปอีก ในคราวนี้ สำหรับ Euphonium Concerto ของ Martin Ellerby เป็นผลงานใหม่ที่ไม่ค่อยมีรู้จักกันมากนักกับอาจารย์ของมหิดลอย่างบุญฤทธิ์ กิจทวีพิทักษ์ที่มาเปิดโลกของวงการเครื่องลมทองเหลืองขนาดเล็กนี่ดูบ้าง เพราะผมรู้สึกว่า Concerto กับเครื่องเป่านอกจาก Mozart และ Horn แล้วแทบไม่มีผลงานเครื่องเป่าไหนที่เป็นมาตรฐานเลย

    ในท่อนแรก Fantasy แทบไม่ต้องรอเวลาจากวงก็เปิดตัวโซโล่เลยเป็นการแสดงชั้นเชิงในการเป่าต่อเนื่องไปไปพร้อมวงที่เสียงกลองอึกทึก คราวนี้เรารู้สึกถึงพลังจากเครื่องเป่าทุกชนิดจนทำให้เครื่องสายกลายเป็นตัวประกอบไปเลย โดยที่ในช่วง Solo นี้เขาใช้โน้ตประกอบการเป่าทำให้เป่าได้ยาวนานอันเป็นสิ่งที่ท้าทายของการแสดงเครื่องเป่าแต่ว่าไม่ได้ทรงพลังมากนัก ได้เข้าเป็นเอกลักษณ์ Solo ได้ดีกว่าที่ผ่านมา และก็จบไปดื้อ ๆ เลย ต่อจากนั้นในท่อนที่ 2 คือ Capriccio นั้นก็ไม่ช้าเท่าไหร่นักจังหวะที่ Percussion แสดงคู่กับ Euphonium แม้มีเครื่องตามาสมทบด้วยแต่วงเหมือนจะเล่นไม่เด่นเท่าไหร่นัก

    ให้เวลาพักสักหน่อยแล้วมาต่อด้วยท่อนที่ 3 Rhapsody มาในจังหวะที่ช้าลง โดยที่เครื่องสายจะเล่นคลอให้ Euphonium แสดงออกมาอย่างเรียบง่าย ตามด้วยเครื่องเป่าอื่นอีกตามไป ผมรู้สึกเหมือนว่าเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ช่วงปี 1960 อาจจะเพราะมีการเป่าที่กว้างทำให้มีบางจังหวะเหมือนหมดลมเป่าในช่วงไม่กี่สุดท้ายก่อนจบประโยคเพลง แต่เหมือนแข็งโทนเสียงไว้ให้ทองเหลืองมาช่วยไว้จนจบท่อน และในท่อนสุดท้าย Diversions มาในจังหวะชุลมุนจากเครื่องเป่าส่งไปถึง Euphonium เป่าได้จนถึงฝั่งแม้จะอยู่ในจังหวะที่เร็วก็ตามแต่เนื่องจากมีช่วงที่เป่าต่อเนื่องน้อยจึงสามารถใส่พลังได้มากกว่าเนื่องจากขนาดวงที่ใหญ่ผมรู้สึกกังวลกับกเขาไม่น้อยที่เสียงเครื่องก็ไม่ดังมากนักแต่ต้องประชันกับวงในหอที่ได้ยินเสียงเครื่องสายชัดกว่าแต่โดยรวมก็สอบผ่าน ในคราวนี้ไม่มี Encore

    ในช่วงครึ่งหลังปิดท้ายด้วยด้วยงานที่แสนที่แปลกแหวกแนวนั้นคือ Metropolis ของ DAUGHERTY ที่ได้รับแนวคิดจากหนังสือการ์ตูนซุปเปอร์แมน ถึงแม้ว่าผลงานได้รับการแสดงรอบปฐมทัศน์หลังจากภาพยนตร์ต้นฉบับออกฉายมาก่อนหลายปี แต่แนวคิดของผลงานนี้ดูใหม่ฉีกกรอบจากเดิม จากความพยายามที่ทำให้แตกต่างให้หลุดแนวคิดของวีรบุรุษในหัวของคนส่วนใหญ่นั้นไม่ง่าย ข้อมูลนี้คุณสามารถหาฟังเพิ่มเติมได้อย่างละเอียดได้ที่ Podcast Relevant Tones ในตอนแรกสุดได้ และนอกจากนี้นักศึกษาในสาขา Communication Design ของมหิดลในการสร้างสรรค์งานกราฟิกแอนิเมชันประกอบคอนเสิร์ตด้วย

    ในท่อนแรก Lex เป็นการเปิดตัว Concertmaster ที่มุมมองที่เป็นตัวร้ายเปิดแนวคิดใหม่โดยนกหวีดและ Percussion มามีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นท่อนที่สามารถตีกันได้ง่ายวาทยากรจึงใส่พลังมากกว่าที่คาดไว้ Concertmaster ก็แสดงออกมาได้แม่นยำ ในส่วนของการฉายภาพนั้นเพื่อมีในลักษณะ Abstract มากๆในฉากมืดและเนื่องจากเป็นภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกไว้ วงจึงต้องบรรเลงให้ไล่ให้ทันกับภาพที่แสดงออกมาแต่ไม่ดีเลย์เลย ในท่อนนี้รู้สึกว่าเล่นได้มันมากๆ ในท่อนที่ 2 คือ Krypton ที่พูดถึงมหันตภัยจากดาว Krypton ที่ Concertmaster แสดงคู่กับเครื่องเป่าแม้ในตอนแรกจะเล่นช้าก่อนจะเร่งไปในความรู้สึกที่เข้มข้น Percussion มีโอกาสใช้เครื่องหลายชนิดสร้างบรรยากาศที่น่ากลัว และไวโอลินที่เล่นได้ดีกว่าเดิมจากท่อนที่แล้วที่ผมรู้สึกว่าดีอยู่แล้ว

    ในท่อนที่ 3 Mxyzptlk (อ่านว่า Mix-Yez-Pittle-Lik) เป็นชื่อของวายร้ายอีกตัวที่คราวนี้เป็นการฉายคู่ของ 2 ฟลูตที่เคยแสดงเดียวกับวงมาแล้วกับเกาหลีและไทย เป่าไปพร้อมกับการดีดแรง ๆ ของเครื่องสาย ฟลูตกลายเป็นตัวนำเสียงแทนไวโอลิน เป็นการประชันที่สมน้ำสมเนื้อก่อนที่จะช้าลงให้  ฟลูตมีบทโซโลบ้างตามด้วย ไวโอลินเล่นคลอก่อนจบแบบหายไปดื้อๆเลย ผมชอบท่อนนี้มาก ในท่อนที่ 4 คือ Oh, Lois! เปิดตัวอย่างดุดันโดยพูดถึงความวุ่นวายในชีวิตของนางเอกคือ Lois Lane เป็นการทำเสียงให้แปลกไป โดยวงแสดงดุกดันแต่มีเวลาที่สั้นมาก ทำให้หลายจังหวะมีการโคลงเคลงหลุดออกไปได้ตลอดเวลาจนถึงขนาดที่ว่าเสียงมีเปร่ง ๆไปบ้างแต่ก็จบลงอย่างเงียบ ๆ

    ในท่อนสุดท้าย Red Cape Tango เป็นท่อนที่ยาวที่สุดเป็นการขมวดปมทุกอย่าง เริ่มด้วยจังหวะที่ช้าจากฮอร์นที่แสดงถึงพัฒนาการของซูเปอร์แมน ก่อนที่จะเพิ่มความเข้มข้นที่ละชั้นไปเรื่อยๆ เสียงของดนตรีมีความสมดุล จนเปิดประโยคเพลงเข้ามาในสไตล์แจ็สมากขึ้นเพราะพลังเครื่องเป่ามาโหดมาก ต่อเนื่องในจังหวะที่ช้าลงเมื่อเข้ามาที่เครื่องสาย Concertmaster มีบทบาทอีกครั้งในการเล่าเรื่องของตัวละครตัวร้าย ในช่วงที่เร่งจังหวะนำไปสู่การเล่นฟาดฟันกันไปมาเหมือนการต่อสู้ระหว่างธรรมะปะทะอธรรมจนสุดท้ายก็ประสานเสียงกับทุกเครื่องดนตรีจนจบลง

อาจจะเพราะเป็นผลงานใหม่ทำให้วงกล้าฉีกกรอบและแสดงประเด็นที่น่าสนใจได้มากมาย รวมไปถึงการกล้าใส่อะไรเทคนิคพิเศษระหว่างการแสดงมากขึ้นแม้เอาจริงก็ไม่ได้เนี๊ยบอะไรมากนักอาจจะมีมั่ว ๆ ไปด้วยซ้ำก็เถอะ แต่เสนอผลงานมีประเด็นที่น่าสนใจ โดยรวมแล้วผลงานนี้เป็นการแสดงศักยภาพของหัวหน้าส่วนของวงโดยเฉพาะ Concertmaster คิดว่าเครื่องเป่าและเครื่องตีจังหวะทำได้ดีกว่าที่คิดไว้มาก ผมดีใจที่อย่างน้อยการกลับมาชมของผมในครั้งนี้ไม่ได้ผิดหวัง แต่ผมคิดว่าด้วนมาจรฐานของวงที่มีมาก่อนแล้วน่าจะพัฒนาได้ดีกว่านี้อีก

สำหรับคะแนนครับ
  • John Adams: Short Ride in a Fast Machine (9.5)
  • Martin Ellerby: Euphonium Concerto
    • Thailand Philharmonic Orchestra (9.0)
    • Boonyarit Kittaweepitak (8.0)
  • Michael DAUGHERTY: Metropolis Symphony
    • Thailand Philharmonic Orchestra (9.25)
    • Graphic Design (7.5)

Comments

Popular posts from this blog

Thai Youth Orchestra Overall English Review

Thai Youth Orchestra Overall Review (TYO)

RBSO - A18: Bomsori Kim plays Beethoven Violin Concerto English Review