อะไรคือ Big Classical Music Boxset (BCMB)
เมื่อไม่นานมานี้หลังจากที่ไม่ได้สนใจมานาน ผมก็กลับมาซื้อ CD เพลงอีกครั้งหนึ่ง สาเหตุส่วนหนึ่งที่ผมไม่ค่อยอยากซื้อเพราะว่าราคาในเว็บไซต์ที่ไม่แน่นอนทั้งที่ต่างแหล่งกันหรือเวลาที่เปลี่ยนไป เช่นเดียวกับอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลต่างๆที่ผกผัน รวมไปถึงภาษีนำเข้าที่มีทั้งเก็บล่วงหน้าและย้อนหลังอีก แต่ในช่วงท้ายปีก็เริ่มมีการลดราคามากขึ้น โดยคราวนี้ผมไปหาซื้อจากหลายเว็บไซต์หลายประเทศ โดยเฉพาะผมซื้อซีดีชุดใหญ่จากเยอรมันที่ผมซื้อเป็นชุดแบบกล่องใหญ่ๆมาหลายกล่อง (ที่ผมเดาว่าคงมีไม่กี่คนในไทยจะมี CD เป็นกล่องในลักษณะที่ผมมีเก็บไว้จำนวนเยอะแน่ๆ ผมแทบจะต้องหาชั้นเก็บกล่องเหล่านี้โดยเฉพาะเลยทีเดียว) และหลังจากที่ผมเขียนเรื่องผลงานบันทึกเสียงก็หลายครั้งทั้งในแง่ของการซื้อซีดีของผม แหล่งที่ซื้อ รวมไปถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบสตรีมมิ่งมาแล้ว สำหรับเรื่องต่อไปนี้คงเป็นตอนที่ผมเองอยากเขียนมากที่สุดเรื่องหนึ่งเลย หลังจากที่อธิบายถึงเรื่องนี้อย่างคร่าวๆไปบ้างใน My Classical Music CD History Series ไปบ้างแล้ว แต่บางคนอาจจะให้ความสนใจว่าการซื้อที่กระแสใหม่ของนักสะสมแผ่นเพลงคลาสสิกในยุคปัจจุบันเป็นอย่างไรกันบ้าง และในตอนนี้ผมจะพูดถึงเรื่องของ อะไรคือ Big Classical Music Boxset (BCMB)
- รวมผลงานที่สมบูรณ์หรือที่เฉพาะสำคัญของศิลปิน ที่จะมีศิลปินเดี่ยว(หรือคู่ที่มีการบันทึกแนวเพลงบางประเภทหรือทั้งหมด) วาทยากร วงเชมเบอร์ หรือออร์เคสตรา ทั้งนี้อาจจะมีทั้งที่รวมผลงานทั้งหมดที่ออกในค่ายนั้นๆหรือรวมกับค่ายอื่นๆก็ได้แล้วแต่การตกลงกันของค่ายเพลงกับศิลปินคนนั้น
- รวมผลงานที่สมบูรณ์หรือที่เฉพาะสำคัญที่คีตกวีประพันธ์ ค่ายเพลงจะนำผลงานทั้งหมดหรือที่สำคัญๆของคีตกวีคนนั้นมาเรียงลำดับไม่ว่าจะเป็นแนวดนตรีหรือช่วงการประพันธ์ตามแค็ตตาล็อก โดยนำผลงานเก่าๆที่มองว่าดีที่สุดของค่ายมาใส่ไว้ อาจจะมีประวัติของคีตกวีไว้ในนั้นด้วย
- รวมผลงานที่น่าสนใจของแนวเพลงหรือค่าย อาจจะคล้ายแผ่นเพลงรวมมิตรสำหรับแนวนี้ แต่ทางค่ายอาจจะมองผลงานที่น่าสนใจตามประเภทของดนตรี เครื่องดนตรีโดยเฉพาะ หรือจากค่ายทั้งหมดหลายอัลบั้มที่ขายดีมารวมกันมากกว่า
- การหดตัวของยอดขาย CD นี้อาจจะเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดการในการทำ BCMB ขึ้นมา เพราะในปัจจุบันคนเริ่มจะเปลี่ยนวิธีการฟังเพลงไปการฟังดนตรีโดยมีสื่อกลางอย่างเทปคาสเซ็ท CD หรือแม้แต่แผ่นไวนิลเริ่มลดความสำคัญกลายเป็นการไปฟังแบบดิจิตอลทั้งที่ซื้อมาหรือสตรีมมิ่งรวมไปถึงการฟังแบบเถื่อนอีกด้วย สื่อต่างๆเหล่านี้ที่จับต้องได้กลายเป็นผลงานเฉพาะกลุ่มหรือเพื่อการสะสมมากกว่า เพื่อที่การผลิต CD ที่มีการหดตัวเร็วที่สุดอันเป็นรายได้สำคัญของค่ายเพลงต่าง ๆ ยังสามารถผลิตต่อไปได้จึงออกแนวคิดเหล่านี้เพื่อต่ออายุสื่อที่หดตัวเหล่านี้ต่อไป
- การนำผลงานมาขายใหม่อีกครั้ง เนื่องจากในสมัยปัจจุบันที่ค่ายเพลงที่มีชื่อเสียงมีแนวทางการทำตลาดเพลงในสมัยใหม่ที่เปลี่ยนไป คือเน้นการผลิตผลงานจากการร่วมทุนระหว่างนักดนตรีและค่าย และทางค่ายก็ไม่ได้ลงทุนโปรโมตผลงานอย่างมากมายเหมือนสมัยก่อน (ยกเว้นตามเว็บไซต์หรือร้านขายเพลงคลาสสิคโดยเฉพาะ) การที่ค่ายใหญ่ต่างๆเหล่านี้จะสามารถทำรายได้เพิ่มเติมอีกคือการนำผลงานที่ค่ายเป็นเจ้าของสิทธิ์ที่มีชื่อเสียงในอดีตกลับมาวางจำหน่ายอีกครั้งซึ่งคุ้มทุนมากกว่า แต่การที่จะวางจำหน่ายผลงานเดิมอยู่เรื่อยๆอาจจะไม่ใช้วิธีการทำตลาดที่น่าสนใจมากพอ การรวมผลงานแบบ BCMB จึงทำให้ขายได้มากขึ้นถึงแม้ว่านั้นจะให้นักสะสมหลายคนมีผลงานซ้ำกันก็ตาม
- การนำเพลงที่ไม่เผยแพร่มานานแล้ว มาจำหน่ายใหม่และในแบบดิจิตอลหรือสตรีมมิ่ง เช่นเดียวกับข้างต้นแต่ต่างที่ว่าสำหรับนักดนตรีบางคนที่เคยออกผลงานบางชิ้นไม่ได้ออกจำหน่ายอีกเลยนับตั้งแต่ออกครั้งแรกที่อาจจะเป็นการบันทึกผลงานนั้นแค่ครั้งเดียวหรือหลายครั้งแต่สนใจแค่ผลงานในช่วงหลังๆเท่านั้น จึงทำให้ยากต่อการรับฟังหรือศึกษาแนวทางของนักดนตรีเหล่านั้นในสมัยเริ่มแรก การทำ BCMB กับนักดนตรีบางคนจะสามารถนำผลงานเหล่านั้นออกมาฟังทั้งให้รูปแบบของ BCMB หรือเผยแพร่ในวงกว้างในรูปแบบของแบบขายทางดิจิตอลหรือสตรีมมิ่งเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง (ที่ถึงแม้ว่าจะไม่มากนักก็ตาม)
- การโปรโมตผลงานที่ไม่มีชื่อเสียงให้กลับมาขายได้ เนื่องจากนักดนตรีหรือคีตกวีบางคนที่มีผลงานที่มีชื่อเสียงกับไม่กี่ผลงานที่ขายได้ แม้แต่ว่านักดนตรีหรือคีตกวีบันทึกเสียงหรือประพันธ์ผลงานไว้เป็นจำนวนมากก็ตาม การทำ BCMB จะดึงยอดขายของผลงานของนักดนตรีหรือคีตกวีส่วนใหญ่ให้ขายได้ด้วย
- ต้องการโปรโมตศิลปินที่หายไปนานแล้ว นักดนตรีบางคนออกผลงานสุดท้ายให้กับค่ายหรือชีวิตเมื่อนานมากแล้ว อาจจะยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันหรือเสียชีวิตไปแล้ว การทำ BCMB จะนำกลุ่มนักดนตรีเหล่านั้นกลับมาเป็นสนใจอีกครั้ง (แม้จะไม่มากก็ตามโดยจะสัมพันธ์กับข้อ 3)
- การดึงเงินก้อนจากกลุ่มคนซื้อที่มีจำนวนไม่มากนัก เนื่องจากตลาดของดนตรีคลาสสิกจะอยู่กับกลุ่มฟังไม่มากเมื่อเทียบกับดนตรีแนวอื่นๆ การทำ BCMB ถึงแม้จะไม่ถูกนักแต่เมื่อเทียบกับความคุ้มค่าต่อจำนวนแผ่นและมีคุณค่าในเชิงการสะสมแล้ว ทำให้เป้าหมายตลาดของค่ายเพลงเหล่าสามารถซื้อผลงานของพวกเขาต่อไปได้เรื่อยๆ (จนกว่าจะผลงานที่มีอยู่จะหมด)
- การหมดอายุลิขสิทธิ์ ตามกฎหมายลิขสิทธิ์กำหนดอายุของความเป็นเจ้าของสิทธ์ในการบันทึกเสียงต่างๆนับตั้งแต่ออกเผยแพร่เป็นครั้งแรกเป็นเวลา 50 ปี (อาจจะน้อยหรือนานกว่าขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ) ก่อนที่ผลงานเหล่านี้จะกลายเป็นสาธารณสมบัติที่ค่ายเพลงต่างๆ สามารถนำมาจำหน่ายได้เสรี ค่ายเพลงที่เป็นเจ้าของจึงต้องการทำตลาดกับผลงานเหล่านี้อีกครั้งก่อนจะหลุดจากกฏหมายลิขสิทธิ์ไป เนื่องจากในช่วงเวลาที่กำลังจะหมดลิขสิทธิ์ช่วงนี้เป็นผลงานที่ออกจำหน่ายเป็นช่วงที่เทคโนโลยีการบันทึกเสียงมีคุณภาพมากและผู้คนยังฟังผลงานเหล่านี้อยู่บ้างถึงทุกวันนี้
Comments
Post a Comment