เมื่อไม่นานมานี้ผมไปชมคอนเสิร์ตของ RBSO ที่ Krystian Zimerman มาแสดงนับว่าน่าจะเป็นการต้อนรับผู้ฟังที่มากที่สุดในรอบหลายปีมาเท่าที่จะสามารถรับได้เรียกว่าประมาณ 95% ของความจุของหอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเลยก็ว่าได้ใน ผมคิดว่าจะเขียนในสัปดาห์หน้าแต่ผมรู้สึกว่าด้วยความสมบูรณ์แบบของคอนเสิร์ตนี้จึงอดใจไม่ไหวจึงเอามาเป็นบทความในสัปดาห์นี้เลย ในตอนแรกคาดว่าสิริวัณณวรีจะมาที่น่าจะสร้างความยุ่งยากให้กับผู้ชมแต่ว่าโชคดีที่มาเปลี่ยนใจในช่วงวันสุดท้ายพอ การแสดงนี้มีค่าเข้าชมที่สูงเอามากๆแต่ก็ยังมีคนมาซื้ออยู่ดีนั้นแสดงให้เห็นว่าถ้าทางมูลนิธิ BSO มีความกล้าพอที่จะดึงนักดนตรีที่มีชื่อเสียงเข้ามาได้ ผู้ฟังในไทยก็พร้อมจะซื้อตั๋วได้เหมือนกัน คนฟังก็รับรู้ข่าวสารในวงการดนตรีคลาสสิคไทยก็ย่อมรู้ถึงความน่าสนใจในตัวนักดนตรีอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าผู้ฟังจำนวนไม่น้อยมีความเกี่ยวข้องกับวงการดนตรีคลาสสิคโดยเฉพาะในวงการการเรียนเปียโนและจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมากก็ตาม และในคราวนี้มาพร้อมกับการจัดฉากที่ดูอลังการกว่าทุกครั้งในแง่ของคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิคอาจจะได้อานิสงส์จากคอนเสิร์ตที่จะจัดต่อไปอีกไม่นานนักที่เป็นผลงานที่สิริวัณณวรีเป็นคนแต่งซึ่งผมคงไม่ได้ไปดูแน่นอน โดยคอนเสิร์ตในคราวนี้มี Charles Olivieri-Munroe เป็น Guest conductor ที่มาไม่บ่อยนักแต่รู้สึกประหลาดใจที่เห็นคนไทยมาดูมากกันขนาดนี้จนต้องออกไมค์ก่อนการแสดง
ในผลงานชิ้นแรกนับว่าเป็นเรื่องแปลกที่คราวนี้มาจากคีตกวีที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วยน้ำผลงานของนักเปียโนคือ Anže Rozman ชื่อ Orchestral variations on themes of Chopin โดยนำผลงานผลงานที่เลิ่องชื่อ 2 งานคือ Fantaisie-Impromptu Op. 66 และ Étude Op. 10, No. 12 หรือ Revolutionary Étude นำมาเรียบเรียงใหม่ในสไตล์ของแฟนตาเซียสำหรับวงออร์เคสตราโดยผมไม่เคยฟังผลงานนี้มาก่อน โดยรวมแล้วเป็นการแสดงด้วยการขึ้นลักษณะแนวเพลงสมัยใหม่ที่ตระการตาก่อนจะเข้ามาทำนองที่คุ้นหูโอยสลับบทบาทในทำนองหลักให้เครื่องดนตรีทุกชิ้นที่ผมรู้สึกว่ามันนำมาใช้ในสไตล์ของเพลงประกอบภาพยนตร์มากกว่า มีการสลับเร็วและช้าไปบ้างแบบที่พอจับทางได้และเล่นวนไปวนมาเป็นระยะๆของทั้ง 2 ชิ้นจนจบ ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะเป็นผลงานสมัยใหม่เกินไปที่เน้นไปที่เครื่องเป่าเยอะที่วงนี้ยังมีจุดอ่อนตรงจุดนั้นพอดี แม้ว่าไวโอลินทำได้ดีกว่าที่คาดไว้ถึงแม้ว่าอยู่ภายใต้ความกดดันก่อนผลงานต่อไป ถึงผมจะคิดว่าเป็นผลงานที่ใหม่ที่เอาผลงานเดิมนำมาแปลงทำนองก็นับว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง ถ้าสามารถสลัดความรู้สึกที่เป็นเหมือนเพลงภาพยนตร์ออกไปได้แล้วล่ะก็นะ
ต่อมาและแล้วไฮไลท์ของคอนเสิร์ตก็มาถึงพร้อมกับการต้อนรับของผู้ชมที่มากันล้นหลาม สำหรับผมคิดว่ามันเป็นทีเด็ดท้ายปีอย่างแท้จริงกับ Krystian Zimerman แสดง Beethoven: Piano Concerto No. 4 in G major ที่จริงๆแล้วเขาแสดงผลงานชิ้นนี้หลายต่อหลายครั้งรวมไปถึงกำกับผลงานนี้ด้วยตัวเองก็หลายหน แต่ผมก็ยังคงรอตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อเหมือนกับคนส่วนใหญ่เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้โดยที่เขาเอาโน๊ตใส่ไว้ใน Piano ไม่ได้ตั้งออกมาและเป็นคนพลิกโน๊ตเองด้วย ผมเข้าใจว่าคงเพราะอายุที่มากขึ้นและความทรงจำที่น้อยลงคงไม่สามารถเล่นได้คล่องแคล่วเหมือนแต่ก่อน และจากข่าวฉาวที่เคยเป็นมาในรอบหลายปีที่ผ่านมานี้ที่มีความรำคาญกับการใช้มือถือสำหรับนักเปียโนที่มีข่าวอยู่เรื่อยๆเรื่องมือถือและการแสดงนี้เองก็เช่นกันมีการกำชับเกี่ยวข้องกับการใช้มือถืออยู่ตลอดตั้งแต่ก่อนการแสดงจนจบการบรรเลง
เริ่มต้นในท่อนแรกประเดิมด้วยเปียโนและส่งเสียงก่อนแล้วเริ่มต้นได้ช้ากว่าที่คิดไว้ก่อนจะมีการตอบโต้อย่างเบาๆไปตามจังหวะเรื่อยๆ ในความรู้สึกของนักดนตรีในวง RBSO ที่ผมรู้สึกได้ถึงความเกรงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะจากเครื่องลมต่างๆ คาดว่านับว่าการที่วงหยุดแสดงไปนานนับเดือนคงส่งผลให้การแสดงนี้มีทั้งดีและไม่ดีสลับกันไปที่ทำให้ตั้งใจเล่นมากขึ้นแต่แลกกับความแข็งในช่วงแรกๆ ถึงแม้ว่า Zimerman จะเล่นช้าลงจากที่เคยฟังมาจากสื่อต่างๆ แต่ก็ยังได้ความนุ่มนวลมาแทนที่และเล่นได้เบาหวิวกว่าที่คิดไว้เหมือนกับพยายามดึงความนุ่มนวลเหล่านั้นออกมาใช้งานได้ดีที่เดียว ตัวคอนดักเตอร์เองก็ได้ทำให้เห็นว่าเหมือนทั้งวงจะเล่นเพื่อ Zimerman มากกว่า Olivieri-Munroe เสียอีก จึงบรรเลงไม่หนักหน่วงบ้างนะ ก็มีบางจังหวะที่เขาเล่นรวนไปบ้างจนเหมือนกับเขาไม่จริงจังสักเท่าไหร่แต่ในส่วนโซโล่เขาพยายามเล่นให้มีชีวิตชีวาและนุ่มนวลซึ่งเป็นลักษณะนี้ไปจนจบ ต่อมาในท่อนที่ 2 ที่พักไปไม่นานนักและมีขนานที่สั่นที่สุดใน Piano Concerto ทุกท่อนตามขนาดของการประพันธ์แม้เริ่มด้วย Orchestra ที่ไม่ค่อยรุนแรงเท่าไร่นักแต่ Piano กลับตอบกลับได้ช้ากว่าที่คิดไว้มากสลับไปมาติดต่อกันอย่างชัดเจนโดยเฉพาะการคุมจังหวะของนักเปียโนให้เป็นไปตามต้องการในระดับที่ช้าลงเรื่อยๆแต่จบท่อนอย่างรวดเร็ว
ในส่วนของท่อนสุดท้ายที่แสดงต่อเนื่องกันเลยกลับมาบรรเลงแบบ Rondo ที่นำไอเดียของท่อนแรกมาประกอบด้วยกัน เนื่องจากความเร็วผมรู้สึกว่าเขาเล่นเปียโนเหมือนจะแตะกับคีย์เปียโนมากกว่าจะกดด้วยซ้ำไป แต่ความรู้สึกที่ได้ฟังเขาแสดงมันก็เหมือนกับการฟังผ่านทางเครื่องเสียงดีๆเลยก็ว่าได้ ถึงแม้ว่าด้วยกำลังวังชาและความทรงจำที่เริ่มละเลือนและหายไปบ้างแล้ว แต่ก็ได้มาซึ่งความประสบการณ์และความผ่อนคลาย เพราะความสามารถที่พัฒนามาอย่างยาวนานจนทำให้แสดงออกมาด้วยความเรียบง่ายแต่เตรียมไปด้วยพลัง จนผมรู้สึกประทับใจมากในแง่ของการสร้างพลังดนตรีออกมาจนผมรู้สึกว่านี่เป็นโชว์ของเขาเลยก็ว่าได้ มีพลังที่ไม่น่าเบื่อน่าตื่นเต้นโดยตลอดและแสดงมันออกมาตั้งแต่ต้นจนจบลงอย่างสวยงาม เมื่อการแสดงจบลงก็เป็นการปรบมือที่ผมคิดว่ายาวนานที่สุดในกรุงเทพรอบหลายปีเลยทีเดียว และสำหรับ Encore น่าเสียดายที่ผมนั้นจำไม่ได้ว่ามันเป็นผลงานอะไรแต่เขาเล่นถึง 3 รอบ ซึ่งมันเยอะมากและมีเวลาการเล่นที่ยาวนานไม่แพ้กับการแสดงของเขาชุดนึงเลยเสียด้วยซ้ำ
หลังจากพักครึ่งผ่านไปแล้วผู้ชมหายไปเกินครึ่ง ซึ่งนั่นไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่นักเพราะมันน่าจะคุ้มแล้วสำหรับหลายคนที่เข้ามา โดยผลงานส่งท้ายคอนเสิร์ตนี้คือ Brahms: Symphony No. 4 in E minor ที่เป็นบทสุดท้ายของเขาถึงแม้ว่าจะเป็นผลงานไม่ว่าจะแนวไหนก็ตามที่มีจำนวนน้อยมากในแต่ละประเภทแต่ก็ล้วนน่าจดจำทั้งนั้น โดยในท่อนแรกได้เริ่มต้นอย่างช้าๆแต่มีพลังโดยคอนดักเตอร์พยายามทุกให้ทุกอย่างของดนตรีสม่ำเสมอกันแต่ไวโอลินเป็นส่วนสำคัญที่สุดตามเนื้อหา ที่ผ่านมารู้สึกว่าเครื่องลมทองเหลืองที่เป็นจุดอ่อนทำผลงานได้ดีกว่าที่คิดไว้มากนักมีความลงตัวกันอย่างน่าประหลาด จนลืมตัวไปว่าต้องคอยจับตาเป็นระยะๆด้วย ในท่อนนี้เป็นการถ่ายทอดที่กำลังดีคงเพราะไม่มีความกดดันในการแสดงจากผลงานที่แล้ว
ต่อมาในท่อนที่ 2 เริ่มต้นจากเครื่องเป่าในจังหวะที่ช้าลงกว่าเครื่องลมไม้ที่มีบทบาทเด่นมากกว่าเครื่องสายแต่ก็ยังบรรเลงตามจังหวะค่อยๆถ้อยทีถ้อยอาศัยอย่างมากแล้วค่อยๆบรรเลงไปเรื่อยๆอย่างงดงาม จนไม่น่าเชื่อว่า Olivieri-Munroe จะสามารถดึงศักยภาพของวงไทยได้มากขนาดนี้จากที่ผมเชื่อว่ามันถึงขีดสุดเท่าที่วงจะให้ได้แล้ว ด้วยจังหวะที่ธรรมดาในระยะเวลาที่นานไม่น้อยแต่ผมไม่รู้สึกเบื่อเลย ในท่อนที่ 3 ซึ่งมาในจังหวะที่ต่างจากบทประพันธ์ Symphony ทั่วๆไปแต่กลับเป็นท่อนที่คุ้นหูผมมากที่สุด โดยรวมแล้ววงมีความต่อเนื่องที่ออกมาอย่างเห็นได้ชัดเจนมากถึงแม้ว่าจะไม่ทรงพลังมากนักแต่ก็ยังมีความเข้มข้นอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ และในท่อนที่ 4 ซึ่งเป็นท่อนสุดท้ายที่ผมหวังว่าจะหนักหน่วงกว่านี้ แต่แสดงจริงกลับไม่เป็นแบบนั้นมากเท่าไหร่นักช้ากว่าที่ผมคาดเดาไว้ไม่น้อย แต่ในช่วงกลางจนไปถึงท้ายที่เครื่องทองเริ่มมีจังหวะแกว่งไปบ้างแต่ก็สามารถงัดกลับมาได้และรักษาองค์ประกอบโดยรวมตั้งแต่ต้นจนจบแม้จะไม่ยอดเยี่ยมเท่า 2 ท่อนแรกก็ตาม
โดยรวมๆแล้วเป็นการแสดงที่ดีมากๆ ใช้เวลาก็ไม่น้อยเริ่มตอนเวลา 20:00 น จบจริงๆเกือบ 23:00 น กว่าจะเรียบร้อยกว่าจะสงบคงจะเที่ยงคืนเลยทีเดียว และผมรู้สึกไม่เสียดายกับค่าตั๋วเลยเรียกว่าคุ้มมากๆ เวลาที่มีคนฟังกันมากๆรู้สึกว่าการแสดงทรงพลังอย่างมาก นับว่าเป็นคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดเท่าที่จะจัดได้ ถึงแม้ว่าคนที่มาฟังส่วนใหญ่จะมีความเกี่ยวข้องในวงการดนตรีคลาสสิคมากกว่าผู้ฟังโดยทั่วๆไปนับว่าเป็นคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดเท่าที่จะจัดได้ในประเทศไทยแล้ว
สำหรับผู้เล่นทรงคุณค่าในคอนเสิร์ตนี้ถึงแม้ว่าโดยส่วนใหญ่แสดงได้อย่างยอดเยี่ยมแต่ผมอยากจะมอบตำแหน่ง MVP นี้ให้กับบาสซูน เพราะมีบทบาทเยอะตลอดคอนเสิร์ตแต่สามารถทำผลงานได้ดีไม่มีที่ติเลย และถ้าจะให้คนที่ยอดเยี่ยมรองลงมาผมยกให้ฟลูตอีกตำแหน่งนึงที่เมื่อถึงช่วงสำคัญก็แสดงได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน
สำหรับคะแนนในคอนเสิร์ตนี้ครับ
- Anže Rozman: Orchestral variations on themes of Chopin (8.0)
- Ludwig van Beethoven: Piano Concerto No. 4 in G major, Op. 58
- Krystian Zimerman, piano (9.5)
- RBSO (9.0)
- Johannes Brahms,: Symphony No. 4 in E minor, Op. 98 (8.5)
Comments
Post a Comment