2 กลุ่มคนในโลกดนตรีคลาสสิกไทยระหว่างนักดนตรีกับผู้ฟังเพลงและความเข้าใจในดนตรีที่ไม่มีวันบรรจบกัน
เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสไปร่วมงานเครื่องเสียงชื่อดังงานหนึ่งในโรงแรมหรูกลางกรุงเทพฯ ที่การชอบฟังเพลงจากเครื่องเสียงดีๆของผมกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฟังและการสะสมผลงานเพลงคลาสสิกอย่างจริงจัง แล้วผมก็สังเกตว่าส่วนใหญ่ผู้ที่มาร่วมงานก็ล้วนเป็นผู้ที่มีฐานะที่มีความเข้าใจในการฟังเพลงอย่างดีแต่ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นแค่ผู้ฟังแทบทั้งนั้น ในขณะที่นักดนตรีที่มีที่นี้ถ้าไม่ได้มารับจ้างแสดงในงานก็คงแทบไม่ได้สนใจที่จะมากันเลยอาจจะไม่แปลกใจนักถ้าทั้งๆที่อีกฟากหนึ่งก็คอนเสิร์ตเพลงคลาสสิคในลานกลางแจ้งใกล้ๆกันแต่กลับไม่ค่อยมีใครสนใจแม้แต่จะยืนฟังมากนักเป็นที่น่าเห็นใจอย่างมาก และในฐานะที่ผมเข้าใจความรู้สึกของทั้ง 2 กลุ่มนี้ดีถึงแม้จะไม่เคยเป็นนักดนตรีมาก่อนก็ตาม แต่จากที่ผมมีโอกาสเข้าถึงสังคมนักดนตรีอยู่บ้าง (แม้ว่าจะไม่จริงจังก็ตาม) และจากที่ผมเคยเขียนถึงความแตกต่างและสมบัติของการชมการแสดงสดและการฟังบันทึกเสียงของเพลงคลาสสิก เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในตอนนี้ขอเสนอตอนต่อขยายความเรื่องนี้ที่เกี่ยวข้องกับสองกลุ่มคนที่เป็นส่วนสำคัญของวงการดนตรีคลาสสิกนอกจากนักประพันธ์กันบ้างคือ "2 กลุ่มคนในโลกดนตรีคลาสสิกไทยระหว่างนักดนตรีกับผู้ฟังเพลงและความเข้าใจในดนตรีที่ไม่มีวันบรรจบกัน"
ตลอดเวลานับจากหลังยุคโรคระบาดเป็นต้นมาหลังจากที่ผมเดินทางไปดูคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิคในไทยที่มีเป็นจำนวนน้อยมาก (เมื่อเทียบกับของต่างประเทศที่มีประจำทุกอาทิตย์ แต่ผมยังไม่มีโอกาสได้ไปเลย) และได้เขียนวิจารณ์ถึงคอนเสิร์ตเหล่านั้นมาในหลายๆครั้ง ทั้งที่เขียนในบทความประจำสัปดาห์ของช่องนี้ก็ดี หรือว่าจะเป็นการเขียนในพื้นที่สาธารณะต่างๆอย่าง Twitter (และอาจจะใน Facebook ในอนาคต) ก็ดี ผมจึงมีโอกาสได้รับรู้เรื่องราวภายในของกลุ่มนักดนตรีคลาสสิกในไทยที่มีเป็นจำนวนมากที่ต้องการจะนำเสนอผลงานการแสดงของตัวเองให้ผู้ฟังในวงกว้างให้เข้าถึงได้ให้มากที่สุด แต่ทั้งนี้อย่างที่เราทราบๆกันว่ากลุ่มผู้ฟังที่ใหญ่ที่สุดที่ไปฟังคอนเสิร์ตล้วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มนักดนตรีคลาสสิกเหล่านั้นเอง คือถ้าไม่ใช่ตัวนักดนตรีเอง (ที่ก็มีน้อยเพราะคงไม่อยากมาฟังคนอื่นเล่นถ้าไม่ชอบกันจริงๆ) นั้นก็เป็นเพื่อนๆหรือญาติของนักดนตรีเหล่านั้นที่มาฟังกันส่วนใหญ่ และในขณะที่กลุ่มผู้ฟังที่เป็นผู้ฟังเพลงเหล่านั้นจริงๆที่มาฟังกลับมีน้อยมาก โดยประมาณการน่าจะมีแค่ 15-20% ของผู้ชมที่มาฟังกัน (แต่ผมอาจจะคาดการณ์ไว้เยอะเกินไปเสียด้วยซ้ำไป) แม้ผลงานที่ผมชอบส่วนใหญ่ที่เป็นงานแบบพื้นฐานหรือ Basic Repertoire มันก็เป็นงานศิลป์ที่ต้องใช้หลักคิดหรือจินตนาการในการอธิบายบริบทของเพลงที่ละเอียดอ่อนและอาจจะซับซ้อนมาก การที่เราจะมีศึกษาจากสูจิบัตรมันเป็นเพียงการเล่าประวัติและเกริ่นถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นคราวๆเท่านั้นเอง ผู้ฟังที่มาฟังต้องเป็นกลุ่มที่เข้าใจเพลงที่ดีมากๆ จนจะพูดได้ว่าฟังแล้วเครียดก็ไม่แปลกใจนักจึงต้องการกลุ่มนักฟังดนตรีที่ประณีตที่สุดที่มีความรู้และความเข้าใจในเพลงต่างๆมาฟังกัน
ขณะที่กลุ่มที่วงการดนตรีคลาสสิคจะหวังให้มาฟังกันได้มากที่สุดคือกลุ่มคนชอบเครื่องเสียง (หรือคนเล่นเครื่องเสียงก็ได้) เพราะกลุ่มผู้ฟังที่มีฐานะอย่างมากที่ฟังเพลงอย่างลึกซึ้งที่สุดที่ประณีตที่สุดและมีความรู้และความเข้าใจในเพลงต่างๆ เป็นกลุ่มที่ลงทุนที่พยายามหาวิธีฟังการเพลงที่ดีที่สุดและสมจริงที่สุดเท่าที่สามารถหาได้จากทั่วทุกมุมโลกและมีการพูดคุยที่ความสำคัญของเพลงต่างๆได้อย่างลึกซึ้ง เรื่องที่พวกเขาพูดคุยจึงไม่ได้อยู่ว่าเพลงไหนน่าสนใจหรือชวนฟังผลงานใหม่ แต่กลายเป็นการพูดคุยถึงการเปรี่ยบเทียบเสียงที่คิดว่าดีที่สุดมากกว่าแทน เป็นที่น่าเสียดายนอกจากพวกเขาไม่ได้มองแนวเพลงนี้เป็นการฟังเป็นแนวเพลงหลักแล้วเพราะเข้าถึงได้ยากแล้วและต้องใช้ความเข้าใจที่พวกเขาไม่ได้ต้องการแบบนั้นล้วนต้องการเข้าใจได้ไม่ยากแต่ละเอียดอ่อนแทน พวกเขาไม่ได้สนใจที่จะเดินทางไปฟังดนตรีสดต่างๆเพราะเชื่อว่าผลงานแสดงที่ดีในการบันทึกที่ดีย่อมดีว่าการแสดงสดที่ห่วยและคาดเดาไม่ได้ (ที่ผมก็ยอมรับว่าหลายครั้งมันเป็นความจริง) จากที่ผมได้อธิบายไปแล้วข้างต้นพวกเขาเชื่อว่าการลงทุนซื้อเครื่องเสียงที่มีราคาแพงจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าการเสียเงินเป็นรายครั้งเพื่อไปฟังเพลงที่อยู่ไม่นานก็หายไปเก็บไว้ก็ไม่ได้ แต่ผมเสียดายที่ว่าพวกเขาไม่อยากฟังผลงานการแสดงที่ดีไม่แพ้กันในระดับมาตรฐานที่ยอมรับได้ที่หาในเมืองไทยได้ยากอยู่แล้ว แต่กลับไปเลือกที่จะฟังผลงานที่บันทึกเสียงที่มีชื่อเสียงที่ค้นหาแนวทางการฟังที่สมจริงที่สุดแต่ว่าไม่ได้ฟังผลงานที่สมจริงเลยที่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าไปด้วย ทั้งๆที่ผมเชื่อว่าถ้าคุณเปลี่ยนชุดเครื่องเสียงไม่ว่าจะอัปเกรด ขายต่อ หรือปล่อยให้คนอื่นไป ถ้าตีราคาที่ฟังโดยเฉลี่ยต่อครั้งก็อาจจะไม่ต่างกันกับไปฟังสดเลย นอกจากอาจจะมีเหตุผลให้เรื่องความสะดวกสบายในการฟังหรือในเชิงการคบค้าสมาคมระหว่างกลุ่มคนฟังด้วยกันด้วย
และจากประเด็นที่คุยกันมานี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะกลายเป็นว่าโลกของนักดนตรีและโลกของนักฟังเพลง (ที่ไม่ได้อยู่ในโลกของนักดนตรีมาก่อน) อย่างกลุ่มคนชอบเครื่องเสียงที่ไม่ค่อยมาบรรจบพบกันเลย ก็เพราะว่าในโลกของนักดนตรีคลาสสิกจะพยายามเล่นผลงานที่เชื่อว่าดีที่สุดของตัวเองรวมไปถึงโปรโมตผลงานให้คนส่วนใหญ่ได้ฟังแต่ก็ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจ เพราะอยู่ในกลุ่มของตัวเองเล่นผลงานที่ตัวเองสนใจหรือพูดง่าย ๆ กว่านั้นพวกเขาไม่สามารถหนีจาก Comfort Zone และอ้อนวอนขอความเห็นใจให้คนนอกสนใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากและมีแต่กลุ่มขาประจำเท่านั้นที่สนใจฟังและถึงจะแสดงออกมาคุณภาพก็ยังดีไม่พออีกด้วย แต่ในขณะเดียวกันในโลกของคนฟังเพลงคลาสสิกที่มีหลายๆกลุ่มที่มีความต้องการเฉพาะส่วนใหญ่ไม่ได้อยากได้ฟังหรือได้ยินในสิ่งที่นักดนตรีนำเสนอเลย พวกเขาต้องการผลงานที่ดีที่สุด มีความแปลกใหม่ในการนำเสนอด้วยคุณภาพที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะในกลุ่มคนชอบเครื่องเสียงลงทุนสร้างระบบการฟังที่สมจริง (แต่ไม่จริง) พยายามหาผลงานเพลงคลาสสิกจากทั่วโลกโดยเฉพาะจากยุโรป และพยายามพัฒนาการฟังอย่างเข้มข้น พวกเขามีผลงานที่ได้รับรองว่าเป็นการแสดงชั้นเยี่ยมที่ไม่ต้องเสียเวลาเสียไปฟังถึงที่เลย แต่กลับไม่ค่อยสนใจผลงานการแสดงของคนไทยหรือในไทยเท่าไหร่นัก เพราะไม่เชื่อในมาตรฐานของคนไทย ทั้งที่สามารถเข้าถึงได้ประหยัดกว่าและอาจจะถูกกว่าและสมจริงที่สุดเสียด้วยซ้ำ
เมื่อผมคิดถึงปัญหาของทั้งสองโลกแล้วเห็นว่าจากปัญหาสำคัญสำหรับนักดนตรีคลาสสิกไทยที่สำคัญที่สุดคือฝืมือที่ยังไปไม่ถึง เป้าหมายที่เป็นการแข่งขันในระดับนานาชาติยังไม่เข้มข้นพอต่างจากในประเทศอื่นๆ การเล่นผลงานที่ไม่มีใครสนใจอยากฟังมากนักรวมไปถึงตลาดกลุ่มคนฟังที่สนใจมีน้อย (จากวัฒนธรรมการฟังที่ฉาบฉวย) ในประเทศไทยถึงแม้ว่าเป็นประเทศที่มีบุคลากรที่สร้างนักดนตรีได้เยอะแต่ก็เป็นบุคลากรธรรมดาที่ไม่แข่งขันกันสูงพอ คนที่เก่งจริงๆมีไม่มากนักไม่สามารถหาเลี้ยงชีพได้ด้วยการเล่นดนตรีในไทยเพียงอย่างเดียวอีกแล้วต้องไปแสดงในต่างประเทศ ยิ่งถ้าการเป็นนักดนตรีที่เก่งไม่ได้ก็กลายเป็นเปลี่ยนตัวเองไปเน้นระบบการศึกษาและรับราชการเพื่อความมั่นคงแทนแล้วสำหรับผมมันไม่ได้ทำให้วงการนักดนตรีคลาสสิกไทยดีขึ้นก็ยังต้องผูกกับวงการเดิมคนเดิมๆไม่ได้แข็งขันไม่ได้พัฒนาอะไร ระบบการศึกษาไทยผูกกับการยึดติดกับศิลปะความเป็นไทยมากเกินไป ไม่ได้สอนอะไรให้เข้าใจว่าการฟังเพลงสากลมีองค์ประกอบอะไรบ้าง มันก็ไม่ได้สร้างผู้ฟังที่ดีมากพอ เพราะเพลงคลาสสิก(หรือวงการศิลปะโดยรวม) จะดีขึ้นเพราะยังไงก็ต้องไปผูกกับผู้คน มันต้องกลายเป็นวัฒนธรรมที่ผู้คนจับต้องได้ ไม่ใช้เพียงแค่ต้องมีกระแสมาก่อนเป็นพักๆแล้วก็หายไป
ต่อมาสำหรับปัญหาของโลกกลุ่มนักฟังเพลงที่น่าสนใจคือพวกเขาไม่ยอมเปิดใจให้กับการฟังดนตรีคลาสสิกในสมัยปัจจุบันโดยเฉพาะวงจากไทย นอกจากมีพิธีรีตองที่อาจจะอึดอัดแล้ว อาจจะเพราะยังไม่ได้คุณภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล (ที่ผมเคยพูดเสมอให้วงไทยหลายๆวงให้มุ่งหน้าหาความเป็นระดับนานาชาติได้แล้วเพราะในประเทศไทยมันไม่สามารถหาผู้ชมได้มากพอ) ถ้าไม่อย่างนั้นพวกเขาก็สนใจผลงานน้อยเกินไปหรือเพราะพวกเขาเลือกที่จะฟังผลงานเก่าๆเพราะเชื่อว่าผลงานในอดีตดีกว่าในปัจจุบัน (โดยที่รวมเป็นถึงการแสดงสดด้วย) ที่ผมคิดว่ามันไม่เป็นจริงเสมอไปที่จะยึดติดกับการแสดงที่ดีมากในอดีต (แล้วมาบันทึกเสียงให้ฟังซ้ำไปซ้ำมา) แล้วผมสังเกตมาตลอดเลยว่าด้วยจำนวนเงินมหาศาลที่มีอยู่ในวงการตลาดเครื่องเสียงเป็นหลักหลายหมื่นล้านบาท ถ้าคนที่ฟังดนตรีคลาสสิกโดยเฉพาะแบ่งเงินจำนวนหนึ่งที่จะซื้อไปใส่ให้กับวงการดนตรีคลาสสิกไทยบ้าง วงการดนตรีไทยอาจจะก้าวหน้ามากกว่านี้ก็ได้ ผมจึงหวังว่าหากกลุ่มที่ฟังเพลงดนตรีคลาสสิกจริง ๆ จัง ๆ ควรจะฟังสดที่เวทีอยู่บ้างเพื่อทำความเข้าใจรูปแบบการเล่นสังเกตแนวทางของการแสดงเพื่อปรับใช้กับการฟังรายสะดวกต่อไปได้ด้วย และในขณะเดียวกันที่กลุ่มนักฟังดนตรีพวกเขาอาจจะแค่แสดงผลงานที่แปลกใหม่มากกว่าจะสนใจว่าผลงานที่ดีนั้นมันคืออะไร และจากระบบการศึกษาที่ไม่ให้ความสำคัญกับแนวทางในการฟังและการให้คุณค่ากับงานศิลป์ที่แท้ที่มากพอมันก็วนอยู่แต่ในอ่างไม่สามารถก้าวหน้าไปได้ ผมขอว่านักดนตรีอย่าเล่นแค่เล่นเพราะพวกตนอยากแสดงต้องมองกลับไปว่าผู้ฟังอยากฟังอะไรบ้างด้วย
สุดท้ายนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือดนตรีที่แท้จริงต้องแสดงเป็นที่ต้องการของผู้ฟังโดยส่วนใหญ่ ดังนั้นการทำให้ดนตรีเป็นที่ต้องการของผู้ฟังจริงๆจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แล้วเมื่อมันทำได้ผู้คนก็จะมาและผู้สนับสนุนก็ตามมาด้วย ผมว่ามันไม่ควรจะเป็นการทำแบบอวยช่วยกันเองเลย วงการดนตรีคลาสสิกในบ้างเราแม้จะมีผู้เล่นไม่น้อยผู้จบการศึกษาก็มีจำนวนมากแต่ไม่ได้มีการขยายตลาดผู้ฟังเลย แม้แต่ผู้จบการศึกษาที่ไม่สนใจดนตรีคลาสสิกนี้ก็มีมากด้วยเช่นกัน และนักดนตรีทั้งหลายก็อย่าเป่าหูว่าการฟังดนตรีเป็นหน้าที่เลยเป็นประเด็นต่อเนื่องอยู่เสมอมา เพราะ (ที่จริงๆแล้ว) การฟังเพลงคลาสสิกไม่ใช่การรักษาวัฒนธรรมอะไรเลย มันเป็นเพียงความบันเทิงประเภทหนึ่งเท่านั้นเอง (ที่นักดนตรีคลาสสิกบางคนจะเข้าใจมันหรือเปล่า) และเป็นหน้าที่ของนักดนตรีที่จะต้องสร้างผู้ฟังมากขึ้นไม่ใช้การขอให้คนอื่นมาฟังและสร้างความสนใจให้คนต้องการมาฟังครับ ในส่วนของผู้ฟังเองก็พึงระลึกว่าดนตรีที่บันทึกมานั้นก็มาจะเกิดขึ้นมาได้ก็เพราะผู้คนให้ความสนใจกับนักดนตรีที่เก่งและพยายามพัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถบันทึกเสียงที่ดีเยี่ยมออกมาได้ แล้วนักดนตรีที่เก่งจะมาได้ยังไงถ้าไม่ผู้ฟังขั้นพื้นฐานมาก่อนแล้วสั่งสมประสบการณ์จนสามารถไปต่างประเทศ ค่ายเพลงต่างๆก็อาจจะสนใจบันทึกเสียงด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในเวลานั้น การฟังเพลงเก่าๆอาจจะมีค่าในตอนนี้แต่เราจะมีประโยชน์และเข้าใจเพลงมากขึ้นถ้าคุณไปดูการแสดงเป็นพื้นฐานเพื่อฟัฒนาต่อยอดการฟังต่อไป
Comments
Post a Comment