Maxim Vengerov In Bangkok

    ผมพอจะรู้ว่าคอนเสิร์ตน่าจะได้รับการตอบรับที่ดีแน่ๆ แต่ว่าการเห็นผู้คนอลหมานอยู่หน้าหอประประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นจำนวนมากเพื่อมาเอาตั๋วที่ซื้อมาทางออนไลน์ก่อนที่คอนเสิร์ตจะเริ่ม นั้นก็แสดงว่ามีความคาดหวังในคอนเสิร์ตที่มีสูงมากจริงๆ ในคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งสุดท้ายของปีของวง​ จะบอกว่าเป็นคอนเสิร์ตของนักดนตรีชาวรัสเซียก็คงไม่ผิดนัด (แต่นักไวโลลินแปลงสัญชาติเป็นอิสราเอลไปแล้ว) เพราะว่าผลงานทั้งหมดที่แสดงในคอนเสิร์ตนี้เป็นผลงานระหว่างศิลปินเดี่ยวกับวงทั้งหมดยกเว้นในรายการแรกรายการเดี่ยวเท่านั้น ถึงแม้ว่าตั๋วจะแพงกว่าปกติ แต่ก็เรียกว่าคุ้มค่าแก่การดูมากๆ ก่อนที่คอนเสิร์ตจะเริ่มนั้นใช้ดีเลย์ไปประมาณ 10 นาทีเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าไปดูในการแสดงได้เข้าถึงจากที่กล่าวข้างต้น

    สำหรับผลงานแรกเป็นงานของออร์เคสตราล้วนๆเพียงชิ้นเดียวในคอนเสิร์ตนี้ นำโดย Douglas Bostock ที่มาแสดงกับวงนี้อยู่เนื่องๆ แม้ว่าคีตกวีที่คุ้นหูอย่าง Mussorgsky คนนี้จะแต่งผลงานที่ดีๆหลายชิ้นแต่ว่าน่าเสียดายที่ว่างานอย่าง Night on Bald Mountain นี้เป็นงานชื้นเดียวที่นิยมสำหรับวงออร์เคสตราและสำหรับงานอื่นๆของเขาก็ดังมาจากเรียบเรียงเสียงประสานของคนอื่นซะอีก คงจะพูดไม่ผิดว่างานนี้เป็นผลงานดั้งเดิมที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดขอคตีกวีคนนี้ แต่แม้ว่าระยะเวลาการแสดงจะไม่นานก็ตาม โดยเริ่มต้นการบรรเลงที่ไปได้ดีเลยทีเดียวเป็นแนวที่วงนี้ถนัดมากๆอยู่แล้ว เมื่อทำนองไปอย่างต่อเนื่องก็พยายามที่จะรักษาความพร้อมเพียงนั้นไว้โดยเครื่องเป่าลมไม้มีบทบาทไม่น้อยเรียกว่ารีบงัดของออกมาโชว์เลย ในส่วนของHorn ก็มาถูกที่ถูกจังหวะอย่างมากและเครื่องตีก็มีบทบาทเยอะจนต้องใช้หลายคนแต่ก็เรียกว่าไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ในช่วงท้ายที่จังหวะช้าลงแล้วม้วนตัวกลับมาอย่างต่อเนื่องจากฝั่งเครื่องสายโดยเฉพาะไวโอลินแนวที่ 1 ทำได้ดีกว่าที่คาดไว้ก็รู้สึกถึงความละเอียดที่ชัดเจนและจบลงในที่สุด

    หลังจากที่ต้องจัดเวทีอยู่สักพักใหญ่เพื่อให้เอาเปียโนเข้ามาในเวทีก่อน ซึ่งจริงๆแล้วก็น่าจะสามารถวางไว้บนหน้าเวทีได้อยู่แล้วแต่แรก แต่อย่างไรก็เพื่อทำให้คอนเสิร์ตนี้มีประสบการณ์การชมอย่างเต็มที่ จะว่าไปแล้วงานของคีตกวีชาวโซเวียตอย่าง Prokofiev แม้จะเป็นชื่อที่คุ้นหูแต่กลับไม่ค่อยแสดงในเมืองไทยมากนัก คราวนี้ศิลปินเดี่ยวที่มาแสดงผลงานของเขากันถึง 2 คนโดยเริ่มพระรองมาซึ่งเป็นชาวรัสเซียอย่าง Roustem Saitkoulov มาแสดงก่อนใน Piano Concerto No.3

    ในท่อนแรกเริ่มจากคลาริเน็ตแล้วมาพร้อมกับวงมาอย่างช้าๆและเข้าจังหวะดุๆมากขึ้น จนกระทั่งเปียโนเริ่มโรมรันเข้าหากันอย่างรวดเร็วโดยที่มีจังหวะโต้ตอบทางประโยคดนตรีอย่างเผ็ดร้อน ผมรู้สึกว่าวงเล่นดีกว่าและนำไปก่อนจริงๆ แต่เปียโนเองก็เล่นตามไปด้วยอย่างไม่ลดละ โซโล่ก็มีจังหวะที่สอดคล้องกันได้ดีไปตามทำนองของเพลง ที่ผมคิดว่าคลานิเน็ตเป็นปัจจัยสำคัญของวงที่บรรเลงได้อย่างลื่นไหลวนไปวนมาตามสไตล์ของดนตรีแบบสมัยใหม่มีลูกเล่นที่หลากหลาย และหมุนจังหวะไปได้เรื่อยๆ ในท่อนที่เราคุ้นหูในตอนต้นของงานชิ้นนี้หมุนใช้ได้ถึง 3 รอบเลยทีเดียว ต่อมาในท่อนที่ 2 แม้จะมาในจังหวะที่ช้าลงแต่มีลักษณะเหมือนคล้ายๆกันคือเครื่องเป่าฟลูตเล่นไปนำวงอย่างช้าๆ แล้วเปียโนก็สอดตามมาอย่างกลมกลืนแล้วเข้าจังหวะเร็วสลับช้าวนไปวนมาในลักษณะแปรทำนอง แม้สลับกรอบความเร็วในท่อนจนยิ่งสับสนไม่น้อยแต่วงพยายามรักษาจังหวะและเล่นได้สอดคล้องกว่า จริงอยู่ที่ว่าเปียโนก็ไม่ได้ทำอะไรผิดแต่วงก็ยังเล่นดีกว่าฝนท่อนนี้ และในท่อนที่ 3 ซึ่งเป็นท่อนสุดท้ายก็กลับมามีอารมณ์คล้ายๆท่อนแรกแต่มาในจังหวะเดียวกับท่อนที่ 2 เปียโนเข้ารวมเล่นในลักษณะที่ดูเหมือนกับแสดงคนละแนวกับวงแต่ก็ยังรู้สึกถึงความกลมกลืน แม้ว่าผมจะคิดว่าหนักหน่วงเท่ากับท่อนแรกก็ตาม ในช่วงจังหวะจบประโยคเพลงแล้วขึ้นใหม่กลางท่อนทำให้รู้สึกถึงการแตกประเด็นใหม่ แต่ในความรู้สึกที่นุ่มนวล ระหว่างนั้นเปียโนก็ไม่พยายามสวนตามจังหวะแต่ยังเล่นในคีย์เดียวกันในประโยคเพลงใหม่ๆไปเรื่อยๆ เรียกว่าเปียโนไล่ตามจังหวะได้อย่างไม่ลดละจนมาไล่ทันในตัวโน้ตตัวสุดท้ายพอดี ถึงแม้ว่าโดยสรุปแล้วผมก็ยังว่าวงจะแสดงได้ดีกว่าแต่เปียโนก็แสดงว่าไม่ได้ด้อยไปกว่ากันมากเท่าไหร่เลย สำหรับ Encore ของเปียโนนี้มาในบทเพลงที่รู้จักกันดีอยู่แล้วนั้นคือ Revolutionary Etude ของ Chopin เรียกว่ามาในจังหวะที่ซอฟต์ลงพอสมควรแต่ก็ยังมีจังหวะที่ดุดันอยู่บ้างจนจบ

    หลังจากพักครึ่งเวลาต่อมาเป็นการต้อนรับศิลปินระดับโลกคนสุดท้ายส่งท้ายปีของวง ที่เรียกว่าดังมากพอที่จะเห็นนักไวโอลินเก่งที่สุดในเมืองไทยมารวมตัวกัน ชนิดที่ว่าถ้าคุณเคยเห็นใครเขาแสดงที่ไหนมาแล้วพวกเขาจะมาหมด ก่อนอื่นแม้แท้จริงแล้วตัวเขาเองก็มีชื่อเสียงในฐานะศิลปินเดี่ยวมานานพอสมควรอยู่แล้ว แต่ในช่วงหลังจากการที่เขามาสนใจกับสื่อออนไลน์ต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ TwoSetViolin ก็ยิ่งทำให้เขาไปที่รู้จักในระดับโลกมากขึ้น แต่ก็สมแล้วที่เป็นพระเอกของงานนี้ทุกคนปรบมืออย่างพร้อมเพรียงกันการปรากฏตัวเขาพร้อมการส่งเสียงที่ดังมากๆอย่าง Maxim Vengerov ที่คราวนี้มาแสดงอย่าง Sergei Prokofiev: Violin Concerto No.1 ต้องยอมรับว่าเป็นผลงานที่คงจะมีแต่โซโล่ที่ดีเท่านั้นที่จะสามารถเอาอยู่ เอาจริงเป็นผลงานที่ไม่ได้เน้นความเร็วมากนักแต่เน้นที่ความงามเป็นสิ่งที่หาได้ยากในแนว Concerto ไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ตาม

    เริ่มในท่อนแรกกลุ่มเครื่องสายมาอย่างช้าๆโดยเฉพาะ Violin แนวที่ 2 ด้วยความอ่อนหวานแล้วตามด้วยเครื่องลมไม้ก่อนที่โซโล่เข้ามาเล่นแบบแนบเนียนแต่อาจจะเพราะการแต่งที่ไม่ให้โซโล่โดดเด่นเมื่อเทียบกับงานที่ผ่านมา แต่ว่าด้วยท่วงทำนองที่ซับซ้อนแต่เล่นอย่างคล่องแคล่วโดยที่ไม่รู้สึกถึงความหนักหน่วง ทำให้เห็นว่านั้นไม่ได้ยากเกินความสามารถของเขาเลย ต่อมาจึงเป็นการบรรเลงระหว่างฝ่ายต่างๆคู่กับโซโล่แต่ไม่ว่าฝ่ายไหนหรือใครในวงจะเล่นประกบด้วยก็ตามโซโล่ก็บรรเลงอย่างรวดเร็วแต่ไม่ดังมากนัก แล้วเมื่อจบในช่วงของเขาวงก็เป็นฝ่ายเริ่มโซโล่ในจังหวะที่ช้าลงและปิดท้ายไปงั้นๆเลย ต่อมาในท่อนที่ 2 มาในจังหวะที่เร็วขึ้น ในท่อนนี้น่าจะคุ้นหูที่สุดสำหรับหลายๆคน ดูเหมือนว่าโซโล่ไวโอลินแสดงนำโด่งอยู่คนเดียวตลอดเวลาจนวงเกือบตามแทบไม่ทัน และระหว่างนั้นเครื่องทองเหลืองที่รอมานานก็เพิ่งมามีบทบาทออกฉายเดี่ยวเพียงแป๊บเดียวก็จะถูกโซโล่กลับมาเฉิดฉายอีกครั้งและจบไปแบบงงๆอีกแล้ว และสุดท้ายในท่อนที่ 3 มาในจังหวะช้าๆก่อนมาในระดับปานกลางที่โซโล่มีบทบาทอย่างมากในท่วงทำนองที่งดงามที่ผ่อนคลายแล้วค่อยๆเร่งจังหวะ ในวงออกมาสอดประสานข้างๆโซโล่ก็ยังทำได้อย่างต่อเนื่องสลับกันไป จากเดิมที่ช้าลงค่อยๆเร็วขึ้นมากลายเป็นเล่นต่อเนื่องไปด้วยกัน แม้มันจะไม่อลังการก็ตามเขายังเล่นเป็นตัวของตัวเองต่อไปจากเร็วไปช้าและจากช้าก็จบลงอย่างสวยงาม ในทันทีที่จบลงหลายคนปรบมืออย่างยิ่งใหญ่ตอบสนองกับการรอคอยที่เขาบรรเลงอย่างงดงามตั้งแต่ต้นจนจบ

    แล้วปิดท้ายการแสดงคอนเสิร์ตนี้ด้วย Tzigane ของ Maurice Ravel ถึงแม้ว่าคีตกวีชาวฝรั่งเศสมันจะแต่ง Concerto กับเครื่องดนตรีอื่นที่ไม่ใช่เปียโนไม่มากนัก และผลงานนี้ที่มักไม่เคยอยู่ให้ความสำคัญในวงกว้างของคีตกวีเองเลยแถมยังก็เป็นผลงานที่สั้นแต่ท้าทายไม่น้อยเลย เป็น Rhapsody ที่มีท่อนเดี่ยวที่มีความลักษณะคล้าย Concerto เราอาจจะมองว่ามันเป็น Encore ขนาดยาวคงไม่ผิดนัก โดยเริ่มจากโซโล่ประเดิมเดี่ยวอย่างต่อเนื่องด้วยความหนักหน่วงและรุนแรงสลับต่อเนื่องกันไปแม้จะไม่เร็วเท่าที่ผมเคยได้ยินมาก่อนก็ตาม หลังจากที่นำไปอย่างเข้มข้นจนได้ทีแล้ว Harp จึงเริ่มบรรเลงตามบ้างและตามด้วยเครื่องสายอื่นๆมาอย่างช้าๆไปจนเจอ เครื่องเป่าครบไม้ทำทำนองให้บรรยากาศจังหวะเต้นรำเป็นเอกลักษณ์ของ Rhapsody คล้ายสไตล์ยิปซี ถึงว่าเป็นผลงานนี้วงบทบาทน้อยกว่ามากก็ตามแต่วงก็ทำได้ดีที่สุดเท่าที่เจอโน้ตจะเขียนถึง วงจึงทำได้เท่าที่จะทำได้ในการสอดประสานเป็นจังหวะที่สนับสนุน แต่ยอมรับว่าโซโล่สามารถขยี้ได้ทุกจังหวะจริงๆในความเร็วที่หลากหลายจนจบลงด้วยความประทับใจ

    เช่นกันกับเปียโนเขาก็มี Encore​ หลังจากที่เขาพูดถึงการมาเมืองไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี ก็แสดงงานที่ผมได้ยินในปีนี้เยอะแล้วอย่าง Bach: Partita in D minor for solo violin (BWV 1004) III:Sarabanda ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เล่นกันเยอะแล้วก็เถอะ สำหรับหนนี้เขามาในจังหวะที่ช้าลงอย่างมาก แต่เขาใส่ความเฉิดฉายลงไปแทนเอาจริงๆก็เป็นการแสดงที่เห็นทางอารมณ์ชัดเจนมากแต่ผมไม่รู้ว่า J.S. Bach ก็อยากให้เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า แต่หลังจากปรบมือไปได้สักระยะหนึ่งเหมือนว่าจะจบการแสดงแล้ว แต่แล้วไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือไม่ แต่ก็ยังมี Encore เพิ่มขึ้นมาอีก มาคราวนี้มาในลักษณะที่ศิลปินเดี่ยวทั้งเปียโนและไวโอลินมาพร้อมกันและคราวนี้มาพร้อมกับเชลโลด้วย เล่นเปียโนทรีโอแถมให้แบบคาดไม่ถึงเลยบรรเลง Dmitri Shostakovich: Piano Trio No. 2 เดาว่าน่าจะเป็นการเตรียมตัวที่ไม่นานนัก ถึงมีโน้ตติดมาด้วยแต่เขาเรียกว่าเป็นการแสดงที่มันมากสร้างความครื้นเครงแบบหนักหน่วงแม้จะเล่นกันอย่างรวดเร็วก็ตามแต่ก็เล่นได้แต่สนุกสนานจนจบ และอีกครั้งหนึ่งเป็นการปรบมือที่กึกก้องกว่าทุกครั้งและเป็นการปิดท้ายปีที่สมบูรณ์แบบอย่างที่สุด

    คอนเสิร์ตนั้นจบตอนเวลา 22:00 น. แต่ผมบอกตามตรงเลยว่าเป็นคอนเสิร์ตที่คุ้มค่ามากๆเสียดายที่บางคนอาจจะลุกออกไปก่อน นอกจากนี้หลังจากตอนจบของคอนเสิร์ตนี้มีการต่อคิวรอลายเซ็นที่ยาวนานแล้วเต็มด้านหน้าหอประชุมใหญ่ สำหรับมันเป็นอีกหนึ่งในประสบการณ์ที่ไม่วันลืมเลยที่เดียวและคะแนนสำหรับคอนเสิร์ตนี้ครับ

  • Modest Mussorgsky: Night on Bald Mountain (9.0)
  • Sergei Prokofiev: Piano Concerto No.3 in C major, Op.26
    • RBSO (9.0)
    • Roustem Saitkoulov (8.5)
    • Encore - Frédéric Chopin: Étude Op. 10, No. 12 "Revolutionary Étude" (8.5)
  • Sergei Prokofiev: Violin Concerto No.1 in D major, Op.19
    • RBSO (8.5)
    • Maxim Vengerov (9.5)
  • Maurice Ravel: Tzigane for Violin and Orchestra
    • RBSO (9.0)
    • Maxim Vengerov (9.5)
    • Encore 1 - Johann Sebastian Bach: Partita in D minor for solo violin (BWV 1004) III:Sarabanda (9.25)
    • Encore 2 - Dmitri Shostakovich: Piano Trio No. 2 (Overall 8.75)

Comments

Popular posts from this blog

Thai Youth Orchestra Overall English Review

Thai Youth Orchestra Overall Review (TYO)

RBSO - A18: Bomsori Kim plays Beethoven Violin Concerto English Review